ศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์, Medical Hub, สังคมสูงวัยขั้นสูงสุด, Super-Aged Society, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์, Medical Tourism, ระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร, Comprehensive Health Ecosystem, อุตสาหกรรมสุขภาพ

ระบบนิเวศ ศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์

รายงานการวิเคราะห์เชิงลึก: ระบบนิเวศศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ (Medical Hub Ecosystem)
โครงสร้างเศรษฐกิจ นวัตกรรม และยุทธศาสตร์การแข่งขันระดับโลก

พลวัตของโลกและภูมิทัศน์การแข่งขันในอาเซียน

อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ระดับโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในรอบศตวรรษ การเปลี่ยนผ่านนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพระดับลึก (Deep Tech) การบรรจบกันของเทคโนโลยีดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงทางประชากรศาสตร์สู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) ภายใต้บริบทดังกล่าว แนวคิดเรื่องศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ (Medical Hub) ได้วิวัฒนาการจากการเป็นเพียงจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ที่พึ่งพาความได้เปรียบด้านราคา ไปสู่การสร้างระบบนิเวศสุขภาพแบบครบวงจร (Comprehensive Health Ecosystem) ระบบนิเวศรูปแบบใหม่นี้บูรณาการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาขั้นต้น นวัตกรรมเภสัชภัณฑ์ การผลิตเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการคัดกรองโรค ไปจนถึงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาวะและอายุรวัฒน์ (Wellness Real Estate)

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (Medical Life Sciences) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือดระหว่างสามประเทศผู้นำ ได้แก่ สิงคโปร์ ประเทศไทย และมาเลเซีย การแข่งขันนี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงความจุของเตียงผู้ป่วยหรือความหรูหราของสถานพยาบาล แต่ครอบคลุมถึงการต่อสู้เพื่อครอบครองทรัพย์สินทางปัญญา คุณภาพของบุคลากร และความรวดเร็วในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าสู่ระบบสาธารณสุข การวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ของทั้งสามประเทศมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในอีกมิติหนึ่ง ความแตกต่างนี้สามารถนำมาบูรณาการเพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทานทางการแพทย์ระดับภูมิภาคที่สมบูรณ์แบบได้หากมีการประสานความร่วมมือด้านกฎระเบียบ (Regulatory Harmonization) อย่างมีประสิทธิภาพ

 
ประเทศตำแหน่งทางยุทธศาสตร์หลักนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญตลาดเป้าหมายและจุดแข็งทางการแข่งขัน
สิงคโปร์

ศูนย์กลางนวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ขั้นสูง

โครงการ Biopolis ซึ่งเป็นระบบนิเวศเชื่อมโยงสถาบันวิจัยระดับโลกและบริษัทยายักษ์ใหญ่เข้าด้วยกัน

กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งระดับสูงมาก (Ultra-High Net Worth) ที่ต้องการเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine)

ประเทศไทย

ผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และฐานการผลิตขนาดใหญ่

นโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อสร้างฐานการผลิตยาชีววัตถุ (Biopharmaceuticals) และนวัตกรรม mRNA

ตลาดระดับพรีเมียมวงกว้าง โดดเด่นด้านความคุ้มค่า (Cost-effectiveness) และบริการที่เน้น Service Mind

มาเลเซีย

ศูนย์กลางการแพทย์เชิงคุณค่า (Value-based Healthcare) และศูนย์กลางการแพทย์ฮาลาลระดับโลก

โครงการอภิมหาโปรเจกต์ Penang Medi-City ครอบคลุมพื้นที่ 235.8 เอเคอร์ มูลค่า 2 พันล้านริงกิต พร้อมศูนย์เซลล์ต้นกำเนิด

กลุ่มตลาดมุสลิมทั่วโลก และผู้ป่วยที่แสวงหามาตรฐานสากลในราคาที่แข่งขันได้ ขับเคลื่อนโดย Malaysia Healthcare Travel Council

ความเคลื่อนไหวของประเทศคู่แข่งอย่างมาเลเซียผ่านโครงการ Penang Medi-City สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบนิเวศทางการแพทย์แบบเบ็ดเสร็จ (One-stop Medical Hub) โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโรงพยาบาลขนาด 200 เตียง แต่ยังรวมถึงอุทยานเทคโนโลยีสุขภาพ สถาบันการศึกษาทางการแพทย์ และศูนย์เซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell) เพื่อรองรับตลาดภูมิภาคอาเซียนตอนเหนือ สถานการณ์ดังกล่าวสร้างแรงกดดันให้ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับยุทธศาสตร์ชาติเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โครงสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ

การเปลี่ยนแปลงประชากรศาสตร์ และมูลค่าตลาด

รากฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศ Medical Hub ของไทยคือการขยายตัวอย่างมหาศาลของอุปสงค์ทั้งจากภายในประเทศและระหว่างประเทศ ในมิติของประชากรศาสตร์ภายในประเทศ ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานะสังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ ภายในปี 2569 ประชากรที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีจำนวนมากกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 21 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดการณ์ว่าจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 29.85 ภายในปี 2580 ตามข้อมูลของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อให้เกิดอุปสงค์มหาศาลต่อการรักษาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน ซึ่งปัจจุบันเป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึงร้อยละ 76.6 ของประชากร รวมถึงความต้องการบริการเวชศาสตร์ชะลอวัย อุปกรณ์การแพทย์สำหรับการดูแลระยะยาว (Long-term Care) และอาหารทางการแพทย์

ในขณะเดียวกัน ตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ของไทยยังคงรักษาสถานะความเป็นผู้นำระดับโลก โดยดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติได้มากกว่า 1.4 ถึง 2 ล้านคนต่อปี นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีพฤติกรรมการใช้จ่ายที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างสูง โดยพบว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึงร้อยละ 102 ครอบคลุมตั้งแต่ค่ารักษาพยาบาล การพำนักในโรงแรม และบริการฟื้นฟูสุขภาพ

การประเมินมูลค่าตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ของไทยจากสถาบันวิจัยระดับโลกหลายแห่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตเชิงบวกที่สอดคล้องกัน แม้จะมีฐานการคำนวณที่แตกต่างกันในรายละเอียดก็ตาม:

 
สถาบันวิจัย มูลค่าตลาดปีฐาน (ปีที่มีการประเมิน) มูลค่าตลาดคาดการณ์ (ปีเป้าหมาย) อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR)
Grand View Research 2.57 พันล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2566) 16.0 พันล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2573) ร้อยละ 10.49
Credence Research 433.81 ล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2567) 1,349.10 ล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2575) ร้อยละ 15.24
IMARC Group 687.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2568) 3,415.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (พ.ศ. 2577) ร้อยละ 18.33

ความสำเร็จในการดึงดูดผู้รับบริการจากต่างประเทศมีรากฐานมาจากโครงสร้างราคาที่แข่งขันได้ (Cost-Competitiveness) โดยไม่ได้ลดทอนคุณภาพการรักษา หัตถการทางการแพทย์ในประเทศไทยมีราคาต่ำกว่าประเทศแถบตะวันตกเฉียงร้อยละ 40 ถึง 70 ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการทำศัลยกรรมหลอดเลือดหัวใจผ่านสายสวน (Coronary Angioplasty) ซึ่งในประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 4,500 ถึง 10,600 เหรียญสหรัฐ เปรียบเทียบกับ 55,000 ถึง 57,000 เหรียญสหรัฐในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นศูนย์กลางสำหรับหัตถการทางเลือก (Elective Procedures) ที่ได้รับความนิยมสูง เช่น ศัลยกรรมตกแต่ง การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การปลูกถ่ายรากฟัน และการฟื้นฟูเส้นผม ซึ่งแพ็กเกจเหล่านี้มักผูกรวมกับที่พักระดับ 5 ดาวและบริการพยาบาลส่วนตัวตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ ภาครัฐได้ริเริ่มนโยบายการตรวจลงตรา (Visa) รูปแบบใหม่ เช่น Medical Visa (Non-Immigrant O-MT) ที่อนุญาตให้ผู้ป่วยและผู้ติดตามพำนักได้นานถึง 1 ปีสำหรับการรักษาที่ต่อเนื่อง รวมถึง Destination Thailand Visa (DTV) ซึ่งส่งเสริมให้กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งเลือกไทยเป็นฐานพำนักและดูแลสุขภาพ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย สู่ศูนย์กลางสุขภาพ นานาชาติ (พ.ศ. 2568 - 2577)

เพื่อตอบสนองต่อการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง รัฐบาลไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2568 – 2577) โดยกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางสุขภาพของโลก (Thailand Medical Hub Destination of the World) ยุทธศาสตร์นี้มองอุตสาหกรรมสุขภาพในฐานะเสาหลักทางเศรษฐกิจที่สามารถเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ได้อย่างยั่งยืน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวขับเคลื่อนผ่านเสาหลัก 5 ประการ (5 Pillars) ที่ครอบคลุมห่วงโซ่มูลค่าทั้งหมดของอุตสาหกรรมสุขภาพ ได้แก่:

ประการแรก ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) ซึ่งมุ่งเน้นการให้บริการเชิงป้องกันและการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยใช้ความได้เปรียบจากภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรธรรมชาติ ผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ต้องการบริการอายุรวัฒน์และการชะลอวัย ประการที่สอง ศูนย์กลางบริการรักษาพยาบาล (Medical Service Hub) ซึ่งเป็นการต่อยอดจุดแข็งเดิมที่ประเทศไทยมีโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Joint Commission International (JCI) ถึง 62 แห่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในอาเซียน เพื่อมุ่งสู่การรักษาโรคซับซ้อน (Complex Care) ที่มีมูลค่าสูง

ประการที่สาม ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) เน้นการสร้างระบบนิเวศสำหรับการวิจัยทางคลินิกและการฝึกอบรมบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อยกระดับให้ประเทศเป็นฐานการศึกษาด้านการแพทย์ของภูมิภาค ประการที่สี่ ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์การบำบัดขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) ที่ครอบคลุมถึงเซลล์บำบัด (Cell Therapy) และยีนบำบัด (Gene Therapy) ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถส่งออกและใช้งานในระดับสากลได้ แพทยสภาและหน่วยงานกำกับดูแลของไทยจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมายและนิยามการใช้เซลล์กับมนุษย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (USFDA) และองค์การยายุโรป (EMA) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดคอขวดด้านกฎระเบียบในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ และประการสุดท้าย ศูนย์กลางการจัดประชุมและนิทรรศการด้านสุขภาพ (Health Convention and Exhibition Hub) ที่มุ่งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการเจรจาธุรกิจ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติผ่านงานประชุมวิชาการระดับโลก

กลไกการส่งเสริมการลงทุน

กลไกการส่งเสริมการลงทุนและมาตรการยกระดับห่วงโซ่อุปทาน (BOI & BCG)

การจะบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ Medical Hub จำเป็นต้องอาศัยกลไกจูงใจทางการเงินเพื่อดึงดูดการลงทุนในเทคโนโลยีระดับลึก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้จัดทำมาตรการสิทธิประโยชน์แบบแบ่งระดับตามความซับซ้อนของเทคโนโลยี เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์และเวชภัณฑ์ไทย จากการผลิตสินค้าสิ้นเปลือง (Consumables) ไปสู่นวัตกรรมความเสี่ยงสูง (High-Risk/High-Tech)

กลุ่มอุตสาหกรรมและประเภทกิจการสิทธิประโยชน์หลักทางภาษี (BOI)บทบาทเชิงกลยุทธ์ต่อระบบนิเวศ Medical Hub
เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงสูง (Class III) เช่น เครื่อง X-Ray, MRI, วัสดุฝังในร่างกาย, หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี (ไม่จำกัดวงเงินหากมีการวิจัยและพัฒนา) และยกเว้นอากรขาเข้าเครื่องจักร

สร้างความมั่นคงทางสาธารณสุข ลดการนำเข้าเทคโนโลยีขั้นสูง และส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการในประเทศ

เครื่องมือแพทย์ความเสี่ยงปานกลาง (Class II) และเครื่องมือวิทยาศาสตร์

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปี (จำกัดวงเงิน)

ยกระดับมาตรฐานห่วงโซ่อุปทานระดับกลาง รองรับการขยายตัวของสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ

เทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) และชุดตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (ขึ้นอยู่กับการวิจัย)

สนับสนุนการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) และการผลิตยาชีววัตถุเพื่อรองรับอนาคต

กิจการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาวะพึ่งพิงยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 5 ปีรองรับสังคมสูงวัย โดยมีเงื่อนไขให้มีคนไทยถือหุ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 51 ขนาดขั้นต่ำ 31 เตียง และจัดโปรแกรมฟื้นฟูต่อเนื่อง

นอกจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลยังขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green) ด้วยการสร้างอุปสงค์เทียม (Artificial Demand) ที่มีเสถียรภาพ เพื่อค้ำประกันความเสี่ยงให้กับนักลงทุน โดยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ออกมาตรการจัดซื้อจัดจ้างที่บังคับให้สถานพยาบาลของรัฐต้องจัดซื้อเครื่องมือแพทย์หรือผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่ขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณการจัดซื้อทั้งหมด นโยบายนี้ส่งผลดีอย่างยิ่งต่อการผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การบังคับใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อการวิเคราะห์ภาพถ่ายเอ็กซเรย์ทรวงอก ซึ่งมีเป้าหมายขยายการใช้งานไปยังโรงพยาบาลรัฐถึง 887 แห่งภายในปีงบประมาณ 2570 รวมถึงการสนับสนุนโครงการวิจัยหุ่นยนต์พยุงเดิน (Exoskeleton Wheelchairs)

ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยยังได้รับอานิสงส์จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน การที่สหรัฐฯ ปรับขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าเครื่องมือแพทย์จากจีน โดยเฉพาะถุงมือยางและวัสดุทางการแพทย์ที่อาจมีภาษีสูงถึงร้อยละ 50-100 ได้เปิดช่องว่างทางการตลาดให้ผู้ส่งออกไทยสามารถเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกเครื่องมือแพทย์ของไทยไปยังสหรัฐฯ ขยายตัวได้ในทิศทางบวก สวนทางกับสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

สุขภาพ อสังหา และ เวลเนส

การบรรจบกันของอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และนิเวศเพื่ออายุรวัฒน์ (Convergence of Healthcare and Wellness Real Estate)

เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการภาคเอกชนได้ปรับกระบวนทัศน์ทางธุรกิจจากการเป็นสถานพยาบาลที่รอรับผู้ป่วย (Passive Care) มาสู่การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และระบบนิเวศเพื่อสุขภาพเชิงรุก (Proactive Wellness Ecosystems) ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่บูรณาการการแพทย์ระดับพรีเมียมเข้ากับธุรกิจบริการขับเคลื่อนสุขภาพ

ตัวอย่างที่สะท้อนยุทธศาสตร์นี้อย่างเด่นชัดที่สุดคือ การประกาศแผนการลงทุนมูลค่ากว่า 4,300 ล้านบาท ของบริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) ในการก่อสร้าง “โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูเก็ต” ซึ่งตั้งเป้าเปิดให้บริการในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โครงการนี้มิใช่เพียงการขยายสาขา แต่เป็นการวางตำแหน่งทางยุทธศาสตร์เพื่อยกระดับจังหวัดภูเก็ตให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติและอายุรวัฒน์ระดับโลก (World-Class Longevity Hub) โดยมีกลุ่มเป้าหมายเชิงประชากรศาสตร์ที่ชัดเจนสามกลุ่ม ได้แก่ นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพต่างชาติ (Foreign Medical Tourists) กลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาว (Expatriates) ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 115,000 คนในพื้นที่ และกลุ่มคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง (Thai High Net Worth Individuals) การพัฒนาโครงการนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างที่พักอาศัยระดับหรูสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ (Staff Residence) บนพื้นที่กว่า 6 ไร่ เพื่อเป็นเครื่องมือในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ (Talent Retention) ในภาวะที่มีการแย่งชิงบุคลากรอย่างรุนแรง

คู่ขนานไปกับการพัฒนาดังกล่าว บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้ขยายพอร์ตโฟลิโอธุรกิจด้วย BDMS Wellness Clinic ทั้งในสาขาซอยศูนย์วิจัยและสาขาต่างจังหวัด โดยนำเสนอวิทยาศาสตร์แห่งการป้องกัน (Science of Prevention) การวิเคราะห์ความลึกระดับพันธุกรรม (Genetic & Epigenetic Testing) และเวชศาสตร์การกีฬา บริษัทยังมีการต่อยอดโครงการระดับไอคอนิคอย่าง RAKxa Integrative Wellness ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สีเขียวคุ้มครองบางกระเจ้า โดยมุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ระดับแนวหน้าเข้ากับภูมิปัญญาบำบัดดั้งเดิม (Traditional Wisdom) สร้างนิเวศการบำบัดที่ล้ำลึกและตอบโจทย์ตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก

นอกจากนี้ กลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์และการแพทย์ยังได้ร่วมมือกันพัฒนาโครงการระดับเมืองสุขภาพ เช่น โครงการ Jin Wellbeing County ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแนวราบที่ออกแบบภายใต้หลักอารยสถาปัตย์ (Universal Design) กว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่เป็นพื้นที่สีเขียว โครงการนี้บูรณาการโรงพยาบาลธนบุรีบูรณาเข้าไว้ภายในโครงการ เพื่อให้บริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและดูแลสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง การพัฒนาโครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า นิยามของ Medical Hub ในประเทศไทยได้ก้าวข้ามขอบเขตของโรงพยาบาลไปสู่การสร้างวิถีชีวิตเพื่อสุขภาวะอย่างสมบูรณ์

เทคโนโลยีสุขภาพ และ ดิจิทัลในกลุ่มสตาร์ทอัพ

ระบบนิเวศเทคโนโลยีสุขภาพ (HealthTech) และนวัตกรรมดิจิทัลในกลุ่มสตาร์ทอัพ

ปริมาณอุปสงค์ทางสุขภาพที่เพิ่มทวีคูณไม่สามารถได้รับการตอบสนองด้วยการเพิ่มกำลังคนเพียงอย่างเดียว ระบบนิเวศของไทยจึงต้องพึ่งพาการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกเพื่อขยายขีดความสามารถและลดความแออัด สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับสมาคมเฮลท์เทคไทย ได้จัดตั้งโครงการ Thailand Innovation Hub: HealthTech / MedTech Sandbox & Incubation Program ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่จำลอง (Sandbox) ให้สตาร์ทอัพนำนวัตกรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ไปทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงของโรงพยาบาลรัฐ

ระบบนิเวศนี้ครอบคลุมนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงการส่งมอบบริการสาธารณสุข ดังนี้:

  1. การคัดกรองและวิเคราะห์โรคด้วย AI: สตาร์ทอัพอย่าง Agnos Health ได้พัฒนาแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ที่มีความแม่นยำสูงสำหรับการวิเคราะห์อาการป่วยเบื้องต้น ซึ่งจากผลการทดสอบพบว่าระบบจัดการผู้ป่วยอัจฉริยะ (Smart OPD) สามารถลดระยะเวลารอคอยของผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้ถึงร้อยละ 59 เพิ่มอัตราการให้บริการ (Utilization Rate) ได้ร้อยละ 15 และลดภาระงานซ้ำซ้อนของบุคลากรทางการแพทย์ได้เกินกว่าครึ่ง นอกเหนือจากนี้ ยังมีการใช้ระบบ AI Hip Fracture Detection ของบริษัท ฟิกซ์เอไอ จำกัด สำหรับการตรวจจับภาวะกระดูกสะโพกหักอย่างรวดเร็ว

  2. นวัตกรรมเพื่อการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Decentralized Care): การสนับสนุนนวัตกรรมที่ลดความจำเป็นในการไปโรงพยาบาล เช่น แพลตฟอร์มของบริษัท สตัดดี้ ดีไซน์ จำกัด ที่สามารถวัดอัตราการไหลของปัสสาวะผ่านการประมวลผลเสียงด้วยสมาร์ทโฟน หรือระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะของบริษัท บลูโอ๊ค จำกัด ที่สามารถตรวจจับแรงสั่นสะเทือนจากการล้ม (Fall-detection) ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับที่พักอาศัยของผู้สูงอายุ

  3. วัสดุทางการแพทย์ขั้นสูง: นวัตกรรมเชิงลึกอย่างเทคโนโลยีไมโครนีดเดิล (MicroSpike) ของบริษัท สไปก์ อาร์ชิเทคโทนิคส์ จำกัด บนแผ่นวัสดุแบบยืดหยุ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในการนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิวหนังโดยไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด

นอกจากนี้ การเสริมสร้างองค์ความรู้ระดับสากลยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดงานระดับโลกเช่น Siriraj x MIT Hacking Medicine 2025 ภายใต้แนวคิด AI Today: Transforming Tomorrow’s Healthcare ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลและสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เพื่อระดมสมองนวัตกรในการแก้ปัญหาโรคเรื้อรังและสุขภาพจิต การบูรณาการเครือข่ายสตาร์ทอัพ การลงทุนจากเวนเจอร์แคปปิตอล และความรู้ทางคลินิก ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสุขภาพของภูมิภาค

วิกฤตการณ์สมองไหล

วิกฤตการณ์สมองไหล (Brain Drain) และความเปราะบางของระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ

แม้ระบบนิเวศ Medical Hub จะมีศักยภาพในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศ ทว่าเหรียญอีกด้านคือผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงทางสาธารณสุขของประเทศ โดยเฉพาะวิกฤต “ภาวะสมองไหล” (Brain Drain) ของบุคลากรทางการแพทย์ การขยายตัวอย่างรวดเร็วของโรงพยาบาลเอกชนและการเจริญเติบโตของ Medical Tourism สร้างอุปสงค์มหาศาลต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ส่งผลให้บุคลากรในโรงพยาบาลรัฐถูกดึงดูดออกจากระบบด้วยปัจจัยด้านค่าตอบแทนที่สูงกว่าและสภาวะการทำงานที่เอื้ออำนวยกว่า

ขนาดของปัญหานี้สะท้อนให้เห็นผ่านตัวเลขเชิงโครงสร้าง กระทรวงสาธารณสุขประเมินความต้องการแพทย์เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรใหม่ว่า จะต้องเพิ่มกรอบตำแหน่งข้าราชการแพทย์เป็น 35,578 คนภายในปี 2569 อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนการผลิตแพทย์ในทศวรรษที่ผ่านมา (พ.ศ. 2561-2570) ระบบสามารถรับนักศึกษาแพทย์ได้เฉลี่ยเพียงปีละประมาณ 2,450 คน ส่งผลให้มีแพทย์จบใหม่เข้าสู่ระบบได้ประมาณ 24,562 คนตลอดสิบปี ซึ่งยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น แพทย์เฉพาะทางที่สำเร็จการศึกษามักกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ หรือถูกดึงตัวเข้าสู่ภาคเอกชนอย่างรวดเร็ว ทำให้โรงพยาบาลในต่างจังหวัดและพื้นที่ห่างไกลต้องเผชิญกับภาระงานที่เกินขีดจำกัด (Overwork) ภาระงานที่หนักหน่วงนี้ส่งผลให้คุณภาพการดูแลผู้ป่วยถูกลดทอนลง และเสี่ยงต่อความผิดพลาดทางการแพทย์

เพื่อลดความเสี่ยงจากการพังทลายของระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหลายมิติ เช่น การผ่อนปรนกฎระเบียบเพื่อให้โรงพยาบาลเอกชนที่มีศักยภาพสูงสามารถเปิดหลักสูตรสอนแพทย์เฉพาะทางร่วมกับสถาบันของรัฐได้ เพื่อบรรเทาภาระการผลิตของโรงเรียนแพทย์ภาครัฐ ควบคู่ไปกับการพิจารณาแก้กฎหมายเพื่ออนุญาตให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติสามารถเข้ามาปฏิบัติงานรักษาผู้ป่วยชาวต่างชาติในโรงพยาบาลที่ขึ้นทะเบียน Medical Hub โดยเฉพาะ เพื่อสงวนกำลังบุคลากรทางการแพทย์ชาวไทยไว้สำหรับการดูแลประชากรในประเทศ นอกจากนี้ การเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (Digital Infrastructure) เข้ามาบริหารจัดการสายธารคุณค่าในโรงพยาบาล (Hospital Value Chain) อย่างโปร่งใส จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางวิชาการ แต่เป็นเครื่องมือในการเอาชีวิตรอดทางการเงินและการบริการของสถานพยาบาลรัฐในปัจจุบัน

การวิเคราะห์เชิงลึกชี้ให้เห็นว่า ระบบนิเวศศูนย์กลางสุขภาพทางการแพทย์ของไทยจะบรรลุความยั่งยืนอย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อกลไกการตลาดที่ผลักดัน Medical Hub และโครงสร้างสวัสดิการของระบบสาธารณสุขระดับประเทศสามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ การปรับสมดุลระหว่างการหารายได้จากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และการรับประกันความมั่นคงทางสุขภาพให้กับประชาชนไทย จึงเป็นบททดสอบทางยุทธศาสตร์ที่ท้าทายที่สุดของประเทศในทศวรรษหน้า.

บรรณานุกรม

  1. ‘ASEAN Medical Hub’ การแข่งขันและจุดแข็งของ สิงคโปร์ – ไทย – มาเลเซีย – ITD, https://www.itd.or.th/itd-data-center/69_26/
  2. Thailand Medical Hub: Healthcare Market Intelligence – Iconic Research, https://iconicthai.com/thailand-medical-hub-healthcare-market-intelligence/
  3. Home – จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ | เมืองแห่งการดูแลผู้สูงวัย – Jin Wellbeing County, https://www.jinwellbeing.com/en/home/
  4. ‘ASEAN Medical Hub’ การแข่งขันและจุดแข็งของ สิงคโปร์ – ไทย – มาเลเซีย – กรุงเทพธุรกิจ, https://www.bangkokbiznews.com/economics/1227859
  5. ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทย ให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (medical hub) (พ.ศ.2560, https://hss.moph.go.th/fileupload/2560-102.pdf
  6. Fajarbaru inks deal to build Penang Medi-City – The Star, https://www.thestar.com.my/business/business-news/2025/01/21/fajarbaru-inks-deal-to-build-penang-medi-city
  7. แนวโน้มอุตสาหกรรมในปี2569 (48 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 5 ภูมิภาค), https://km.fti.or.th/wp-content/uploads/2026/01/1.-%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1-48-%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1-5-%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84-%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2569.pdf
  8. Thailand Medical Tourism in 2026 and Why It Keeps Growing, https://www.thailandprivilege.co.th/why-thailand/medical-tourism-in-thailand
  9. Thailand Medical Tourism Market Size, Share and Forecast 2032 – Credence Research, https://www.credenceresearch.com/report/thailand-medical-tourism-market
  10. Thailand Medical Tourism Market Statistics & Report 2034 – IMARC Group, https://www.imarcgroup.com/thailand-medical-tourism-market
  11. Medical Hub: ประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งสุขภาพของโลก” – YouTube, https://www.youtube.com/watch?v=cQmYBvYsWZU
  12. ยุทธศาสตร์ Medical Hub – สำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร – Thaimedhub, https://thaimedhub.hss.moph.go.th/%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3-medical-hub/
  13. ศูนย์วิจัยและข้อมูล SME D Bank มกราคม 2568, https://www.smebank.co.th/wp-content/uploads/SMEs-Trend-2025-Green-_-Wellness_%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1.pdf
  14. health – Thaimedhub – กระทรวงสาธารณสุข, https://thaimedhub.hss.moph.go.th/wp-content/uploads/2024/06/1.%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C-Medical-Hub-%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.2560-2569.pdf
  15. เปิดยุทธศาสตร์ Medical Hub ดันไทยสู่ศูนย์กลางการแพทย์สมัยใหม่, https://bizgoodness.com/v/775
  16. ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ที่ ๗/๒๕๖๓ เ – BOI, https://www.boi.go.th/upload/content/7_2563.pdf
  17. แนวโน้มธุรกิจ/อุตสาหกรรม ปี 2568-2570: อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ – Krungsri.com, https://www.krungsri.com/th/research/industry/industry-outlook/other-industries/medical-devices/io/medical-devices-2025
  18. ขั้นตอนการขอรับส่งเสริมการลงทุน BOI, https://medicaldevices.oie.go.th/BOI.aspx
  19. บีโอไอ พ. – BOI, https://www.boi.go.th/upload/content/E_Newsletter_November2021_619db5b398bee.pdf
  20. อุตสาหกรรม BCG กองส่งเสริมการลงทุน 1 – BOI, https://www.boi.go.th/upload/section1_th_wt_link.pdf
  21. จาก Smart Hospital & Healthcare Biotech – BOI, https://www.boi.go.th/upload/content/Smart%20Hospital_Healtcare%20Biotech.pdf
  22. หมวด 2 อุตสาหกรรมการแพทย์ – FAQ108 : ประเภทกิจการที่ BOI ให้การส่งเสริม, https://faq108.co.th/boi/list/?grp=2
  23. โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ประกาศลงทุนกว่า 4.3 พันล้านบาทในภูเก็ต เดินหน้าสร้างศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพระดับโลก – Bumrungrad International Hospital, https://www.bumrungrad.com/th/blog-news/announces-phuket-create-world-class-medical-and-wellness-hub
  24. บำรุงราษฎร์ ทุ่ม 4.3 พันล้านขยายอาณาจักรสู่ภูเก็ต รองรับการเป็นศูนย์กลาง Medical Economy, https://today.line.me/th/v3/article/oq9r2Pp
  25. ‘บำรุงราษฎร์’ ปักหมุด รพ.ใหม่ใน ‘ภูเก็ต’ มูลค่าลงทุน 4,300 ล้านบาท รับตลาด expat – กลุ่มกำลังซื้อสูง คาดสร้างเสร็จในครึ่งปีแรก 2570 – Forbes Thailand, https://www.forbesthailand.com/news/marketing/bumrungrad-international-phuket
  26. บำรุงราษฎร์ ทุ่ม 4,300 ล้าน เปิดโรงพยาบาลที่ภูเก็ต ปี 2570 รับ World Class Longevity Hub, https://www.thansettakij.com/health-wellness/health/646327
  27. บำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ภูเก็ต เดินหน้าตามแผน สู่ศูนย์แพทย์นานาชาติ รุกตลาดพรีเมียมอันดามัน, https://www.youtube.com/watch?v=eDS725JOSRs
  28. BDMS Wellness Clinic Soi Soonvijai, https://www.bdmswellness.com/en/branch/bwc-soi-soonvijai
  29. Clinic & Services l BDMS Wellness Clinic, https://www.bdmswellness.com/en/clinics
  30. Promotion | BDMS Wellness Clinic, https://www.bdmswellness.com/en/promotion
  31. RAKxa INTEGRATIVE WELLNESS | Your journey to wholeness, https://rakxawellness.com/
  32. NIA ร่วมกับ สมาคมเฮลท์เทคไทย ผนึกกำลังเครือข่ายย่านนวัตกรรมการแพทย์ ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขไทย ผ่านโครงการ Thailand Innovation Hub : HealthTech / MedTech Sandbox & Incubation Program 2025, https://www.nia.or.th/Thailand-Innovation-Hub-HealthTech
  33. ‘สธ. – NIA – เฮลท์เทคไทย’ ปั้น 26 นวัตกรรม สู่ ‘Smart Health’ ช่วยลดภาระหมอ ยกระดับบริการ, https://www.thecoverage.info/news/content/9856
  34. สร้างโอกาสเติบโตธุรกิจนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ สมัครเข้าร่วมโครงการ Incubation / Sandbox Program เสริมศักยภาพและขยายตลาดสู่การเติบโต – NIA, https://www.nia.or.th/event/Thailand-Innovation-Hub-for-MedTech-and-HealthTech
  35. Agnos ร่วมทัพ 26 สตาร์ทอัป ในโครงการ HealthTech Sandbox ตั้งเป้ายกระดับบริการสุขภาพคนไทย, https://www.agnoshealth.com/articles/agnos-joins-26-leading-startups-in-the-healthtech-sandbox-program-to-elevate-thailands-healthcare-services
  36. ศิริราช ผนึกกำลัง MIT ดัน “Hackathon นวัตกรรมสุขภาพ” สู่อาเซียน | RYT9, https://www.ryt9.com/s/prg/12714279
  37. สรุปผลสำเร็จ NIA ปี 68 และเป้าเร่ง Startup ปี 69 โต 100 ราย รายได้ 1,000 ล้าน! | Techsauce, https://techsauce.co/news/nia-2025-leading-thailand-to-innovation-nation
  38. “เมดิคัล ฮับ” ซ้ำเติม “หมอขาด” สู่ทางสกัด “สมองไหล” – กรุงเทพธุรกิจ, https://www.bangkokbiznews.com/health/public-health/1080403
  39. สธ.ดัน’เมดิคัล ฮับ’หวังรายได้4แสนล้าน หวั่นแพทย์สมองไหล-แนะต้องผลิตให้พอ – TCIJ, https://www.tcijthai.com/news/2014/22/scoop/3752
  40. ศูนย กลางการท องเที่ยว เชิงการแพทย โลก (Medical tourism) – SCB EIC, https://www.scbeic.com/th/detail/file/product/8848/gipkq624ky/SCB-EIC_In-focus_Medical-tourism_20230302.pdf
  41. การใช้ HIS เป็นรากฐานสำคัญในการจัดการโรงพยาบาล เพื่อความโปร่งใสทางการเงินและประสิทธิภาพสูงสุด – MEDcury, https://www.medcury.health/post/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-his-%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94

Leave a Reply