กฎหมาย PDPA ฉบับคนทำคลินิก
โดย: Qlinic Insiderกฎหมาย PDPA ฉบับคนทำคลินิก: แจก Checklist 10 จุดเสี่ยงที่มักโดนปรับ พร้อมวิธีแก้ง่ายๆ ที่คุณอาจมองข้าม
เชื่อว่าตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา คำว่า “PDPA” (พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) น่าจะเป็นคำที่ทำให้หลายท่านหนักใจไม่น้อยใช่ไหมคะ?
ไหนจะเอกสารยินยอมที่หนาเป็นปึก ไหนจะความกังวลว่าถ้าพนักงานทำผิดพลาดไปอาจโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย จนบางครั้งรู้สึกเหมือนกฎหมายนี้เป็น “ตัวถ่วง” ในการทำงานที่แสนวุ่นวายในคลินิก
ในฐานะเพื่อนคู่คิดทางธุรกิจ วันนี้ Qlinic Insider อยากชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองค่ะ
เราลองถอดหมวกของ “เจ้าของกิจการ” ออกชั่วคราว แล้วสวมหมวกของ “ผู้รับบริการ” ดูบ้าง…
ในยุคที่ข้อมูลรั่วไหลง่ายเหมือนน้ำ ข้อมูลสุขภาพถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ละเอียดอ่อนที่สุด (Sensitive Data) ลองจินตนาการดูสิคะว่า ถ้าผู้รับบริการรู้ว่าคลินิกของคุณดูแลประวัติการรักษาของเขา ประหนึ่งความลับสุดยอด เขาจะรู้สึกอุ่นใจแค่ไหน?
วันนี้เราจะไม่คุยเรื่องข้อกฎหมายที่น่าปวดหัว แต่เราจะมาคุยเรื่อง “ความใส่ใจ” ที่แปลงเป็น “มาตรฐาน” ด้วย Checklist 10 จุดเสี่ยง ที่คลินิกส่วนใหญ่มักพลาด พร้อมทางแก้ง่ายๆ ที่จะเปลี่ยนคลินิกของคุณให้กลายเป็น “Safe Zone” ที่ผู้รับบริการรักค่ะ
มากกว่ากฎหมาย คือ "ความไว้วางใจ" ที่ผู้รับบริการสัมผัสได้
ก่อนจะไปดู Checklist อยากให้ทุกคนลองมองภาพความสำเร็จในมุมของผู้รับบริการดูค่ะ การที่เราทำ PDPA ให้ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เพื่อกันโดนปรับ แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงคือ “ประสบการณ์ (Patient Experience)” ที่ดีขึ้นอย่างมหาศาลค่ะ
- ความสบายใจคือยาขนานเอก: เมื่อผู้รับบริการเห็นว่าคลินิกมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง มีระบบจัดเก็บข้อมูลที่มิดชิด เขาจะกล้าเปิดเผยข้อมูลสุขภาพที่แท้จริง กล้าบอกอาการที่น่าอาย หรือประวัติการใช้ยาที่ปิดบังไว้ ซึ่งส่งผลดีต่อการวางแผนการรักษาของคุณหมอโดยตรง
- ลดความหวาดระแวง: ผู้รับบริการยุคนี้กลัวมากค่ะ ว่าเบอร์โทรศัพท์ที่ให้คลินิกไป จะหลุดไปถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือรูป Before/After จะหลุดไปว่อนเน็ต การที่เรามีมาตรฐาน PDPA คือการการันตีว่า “ที่นี่ปลอดภัย”
- ความรู้สึกเป็น VIP: การจัดการข้อมูลที่ดี มักมาพร้อมกับระบบดิจิทัลที่ทันสมัย ผู้รับบริการจะไม่ต้องมากรอกประวัติซ้ำๆ ทุกครั้งที่มา หรือไม่ต้องยืนรอหน้าเคาน์เตอร์นานๆ เพื่อค้นหาแฟ้มประวัติกระดาษที่หายไป
เมื่อผู้รับบริการรู้สึก “ปลอดภัย” เขาจะมอบ “ความภักดี (Loyalty)” ให้เราโดยไม่รู้ตัวค่ะ และนี่คือก้าวแรกของการสร้างคลินิกที่ยั่งยืน
Checklist 10 จุดเสี่ยง PDPA ในคลินิก พร้อมวิธีอุดรอยรั่ว
เรามาดู “ไส้กลาง” กันว่าในทางปฏิบัติจริง มีจุดไหนบ้างที่คลินิก (โดยเฉพาะคลินิกขนาดเล็กถึงกลาง) มักเผลอทำผิดโดยไม่ตั้งใจ เตรียมปากกามาติ๊กถูกไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ
จุดเสี่ยงที่ 1: การประกาศเรียกชื่อผู้รับบริการหน้าเคาน์เตอร์
- ปัญหา: พยาบาลตะโกนเรียกชื่อ-นามสกุลจริง ดังลั่นห้องรอตรวจ เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าห้องตรวจ หรือมารับยา
- ทำไมเสี่ยง: คนอื่นที่นั่งรออยู่รู้หมดว่าใครมาใช้บริการ ยิ่งถ้าเป็นคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกจิตเวช หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ นี่คือหายนะของผู้รับบริการเลยค่ะ
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- เปลี่ยนมาเรียกด้วย “คิว” หรือ “หมายเลข” แทน
- ถ้าต้องเรียกชื่อ ให้เรียกแค่ชื่อเล่น หรือชื่อจริง (ไม่เอานามสกุล)
- ใช้ระบบ Q-System หรือแอปพลิเคชันแจ้งเตือนผ่านมือถือเมื่อถึงคิว (ฟีเจอร์พื้นฐานของระบบคลินิกยุคใหม่)
จุดเสี่ยงที่ 2: แฟ้มประวัติ (OPD Card) วางกองบนโต๊ะ
- ปัญหา: แฟ้มประวัติผู้รับบริการที่รอตรวจ วางเรียงกันเป็นตั้งๆ บนเคาน์เตอร์ ใครเดินผ่านไปมา หรือผู้รับบริการคนอื่นที่มายืนรอจ่ายเงิน ก็สามารถชะโงกหน้าไปอ่านชื่อหน้าซองได้
- ทำไมเสี่ยง: ข้อมูลรั่วไหลทางกายภาพ (Physical Data Breach) ที่พบบ่อยที่สุด
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- คว่ำหน้าแฟ้มลงเสมอ
- หาฉากกั้น หรือลิ้นชักพักแฟ้ม
ดีที่สุด: เปลี่ยนมาใช้ EHR (Electronic Health Record) หรือระบบเวชระเบียนออนไลน์ ที่ข้อมูลจะอยู่บนหน้าจอและต้องใช้รหัสผ่านเท่านั้นถึงจะเห็น
จุดเสี่ยงที่ 3: กล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ไม่มีป้ายเตือน
- ปัญหา: ติดกล้องเพื่อความปลอดภัย แต่ลืมติดป้ายแจ้ง
- ทำไมเสี่ยง: ตามกฎหมาย การถ่ายภาพบุคคลโดยไม่แจ้งถือว่าละเมิด แม้เราจะหวังดีเรื่องความปลอดภัยก็ตาม
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ซื้อสติกเกอร์สัญลักษณ์ CCTV มาติดหน้าประตูทางเข้าให้ชัดเจน
- ระบุข้อความสั้นๆ ว่า “พื้นที่นี้มีการบันทึกภาพเพื่อการรักษาความปลอดภัย”
จุดเสี่ยงที่ 4: การส่งรูปผู้รับบริการในกลุ่มไลน์ (LINE Group)
- ปัญหา: ส่งรูปผู้รับบริการ หรือผลแล็บ เข้ากลุ่มไลน์พนักงานเพื่อปรึกษาเคส หรือส่งต่อเวร
- ทำไมเสี่ยง: ไลน์ส่วนตัวพนักงานควบคุมไม่ได้ ถ้าพนักงานลาออก หรือมือถือหาย รูปผู้รับบริการก็หลุดไปด้วย แถมไลน์กลุ่มทั่วไปไม่มี Log การเข้าถึง
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ห้ามส่งข้อมูล Sensitive ผ่านไลน์ส่วนตัว
- ใช้แพลตฟอร์มบริหารคลินิกที่มีระบบ Internal Chat หรือระบบส่งต่อเคสที่มีการเข้ารหัส (Encryption) และจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงเฉพาะหมอเจ้าของไข้
จุดเสี่ยงที่ 5: แบบฟอร์มขอความยินยอม (Consent Form) แบบเหมารวม
- ปัญหา: ในใบสมัคร มีช่องให้ติ๊กช่องเดียวว่า “ยินยอมให้ใช้ข้อมูล” (รวมทุกอย่างตั้งแต่รักษา ยันทำการตลาด)
- ทำไมเสี่ยง: PDPA บังคับว่าต้องแยก “การรักษา” ออกจาก “การตลาด” ผู้รับบริการมีสิทธิ์จะรักษากับเรา แต่ไม่ขอรับโฆษณา
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- แยกช่องติ๊ก (Check box) ให้ชัดเจน: [ ] ยินยอมเพื่อการรักษา (จำเป็น), [ ] ยินยอมเพื่อรับข่าวสารโปรโมชั่น (เลือกได้)
ใช้ระบบลงทะเบียนผู้รับบริการใหม่แบบดิจิทัล (E-Registration) ที่ระบบจะแยก Consent ให้อัตโนมัติและจัดเก็บ Log ไว้เป็นหลักฐาน
จุดเสี่ยงที่ 6: คอมพิวเตอร์หน้าเคาน์เตอร์ไม่ล็อกหน้าจอ
- ปัญหา: พนักงานลุกไปเข้าห้องน้ำ แต่เปิดหน้าจอประวัติผู้รับบริการค้างไว้
- ทำไมเสี่ยง: ใครก็เดินมาดู หรือแอบแก้ไขข้อมูลได้
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ตั้งค่า Screen Saver ให้ล็อกหน้าจออัตโนมัติภายใน 1-2 นาที
- อบรมพนักงานให้กด Lock Screen (Windows+L) ทุกครั้งที่ลุกจากที่นั่ง
จุดเสี่ยงที่ 7: การทิ้งเอกสารที่มีข้อมูลส่วนบุคคล
- ปัญหา: สลิปยาที่พิมพ์ผิด, สำเนาบัตรประชาชนที่ถ่ายเกิน ขยำทิ้งลงถังขยะทั่วไป
- ทำไมเสี่ยง: ถ้าซาเล้งหรือคนเก็บขยะไปเจอ แล้วข้อมูลหลุด คลินิกรับผิดชอบเต็มๆ
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ซื้อเครื่องทำลายเอกสาร (Shredder) ติดคลินิกไว้
- หรือจ้างบริษัทรับทำลายเอกสารโดยเฉพาะ (สำหรับคลินิกใหญ่)
จุดเสี่ยงที่ 8: รูป Before/After บนโซเชียลมีเดีย
- ปัญหา: โพสต์รีวิวผู้รับบริการโดยไม่ได้ขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร หรือขอแค่ปากเปล่า
- ทำไมเสี่ยง: ปากเปล่าไม่มีหลักฐาน วันดีคืนดีทะเลาะกัน ผู้รับบริการฟ้องร้องได้ทันที
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ทำเอกสาร “หนังสือยินยอมให้ใช้ภาพถ่ายเพื่อการโฆษณา” (Model Release) แยกต่างหาก
- ระบุขอบเขตให้ชัดเจนว่าใช้ที่ไหนบ้าง (Facebook, Website, Brochure) และใช้นานเท่าไหร่
จุดเสี่ยงที่ 9: พนักงานลาออก แต่ยังมีรหัสผ่าน
- ปัญหา: พนักงานต้อนรับลาออกไปแล้ว แต่ยังล็อกอินเข้าระบบนัดหมาย หรือระบบผู้รับบริการได้
- ทำไมเสี่ยง: เสี่ยงต่อการขโมยข้อมูลลูกค้าไปขายให้คู่แข่ง (Data Theft)
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
- ใช้ระบบบริหารจัดการคลินิกที่สามารถ “จัดการสิทธิ์ผู้ใช้งาน (User Roles)” ได้
เมื่อพนักงานออก ให้กด Deactivate Account ทันทีเพียงปุ่มเดียว
จุดเสี่ยงที่ 10: การใช้บริการ Lab หรือ Vendor ภายนอก
- ปัญหา: ส่งชื่อและเบอร์โทรผู้รับบริการไปให้แล็บนอก หรือบริษัทส่งของ โดยไม่มีสัญญารองรับ
- ทำไมเสี่ยง: ถ้าข้อมูลหลุดที่แล็บ เราในฐานะคนส่งข้อมูล (Data Controller) ก็ซวยไปด้วย
- ✅ วิธีแก้ง่ายๆ:
ทำสัญญา Data Processing Agreement (DPA) กับคู่ค้า เพื่อระบุว่าเขามีหน้าที่รักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เราส่งให้
คลินิกที่ "น่าเชื่อถือ" คือคลินิกที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน
เห็นไหมคะว่าทั้ง 10 ข้อนี้ แทบไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเลย ส่วนใหญ่เป็นการปรับ “กระบวนการ (Process)” และเลือกใช้ “เครื่องมือ (Tools)” ที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
การทำคลินิกให้ถูกต้องตาม PDPA ไม่ใช่ภาระค่ะ แต่มันคือการประกาศให้โลกรู้ว่า “คลินิกของเรามีมาตรฐานระดับสากล”
เมื่อคลินิกอุดรอยรั่วทั้ง 10 จุดนี้แล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ:
- Brand Reputation: ชื่อเสียงคลินิกจะดีขึ้น ผู้รับบริการจะบอกต่อว่า “ที่นี่ระบบดีมาก เป็นส่วนตัวมาก”
- Sustainable Growth: คุณจะลดความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง ซึ่งอาจทำให้ธุรกิจสะดุดหรือล้มละลายได้
- Data Advantage: เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างเป็นระบบและถูกต้อง (Clean Data) คุณจะสามารถนำข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาบริการได้จริงๆ โดยไม่ต้องกังวล
เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน ในปีต่อๆ ไป
Qlinic Insider อยากให้กำลังใจเจ้าของคลินิกและผู้ประกอบธุรกิจทุกท่านค่ะ การเริ่มต้นอาจจะดูจุกจิก แต่ถ้าเรามี “ตัวช่วย” ที่ดี ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมาก
หากเจ้าของคลินิกคนไหนกำลังมองหาระบบที่ช่วย “ผ่อนแรง” เรื่องเหล่านี้… ที่ qlinic.online เราออกแบบระบบโดยมี Privacy & Security เป็นหัวใจสำคัญตั้งแต่บรรทัดแรกของโค้ด
- ระบบจัดเก็บเวชระเบียนที่เข้ารหัสความปลอดภัยระดับธนาคาร
- ระบบจัดการสิทธิ์พนักงานที่รัดกุม
- ฟีเจอร์ Telemedicine ที่ปลอดภัย เป็นส่วนตัว 100%
เราพร้อมเป็น “หลังบ้าน” ที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ทุกคนได้ใช้เวลากับการดูแลผู้รับบริการที่ “หน้าบ้าน” ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังค่ะ
เริ่มสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้คลินิกของคุณวันนี้ เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนในปีต่อๆ ไปนะคะ
ติดตามข้อมูลเชิงลึกและเทคนิคบริหารคลินิกได้ที่ Qlinic Insider เพื่อนคู่คิดธุรกิจสุขภาพ





