หมอLive ให้คำปรึกษาสุขภาพ ผิดไหม 2026?
โดย: Qlinic Insiderในยุคที่คนไข้อยู่บน TikTok หมอหลายคน มีความตั้งใจดีที่อยากให้ความรู้และเข้าถึงผู้รับบริการให้มากขึ้น…
แต่ความปรารถนาดีนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายโดยไม่รู้ตัว หากสิ่งที่คุณทำ เผลอก้าวข้ามเส้นของการ ‘ให้ความรู้’ เข้าไปในโซนของการทำ Telemedicine… โดยไม่มีระบบรองรับ
เจาะลึกเส้นแบ่ง Telemedicine และ PDPA คลินิก ต้องรู้ปี 2026
Live ให้คำปรึกษาสุขภาพ “ทำได้ไหม” ในปี 2026: เส้นแบ่งระหว่าง Health Education กับ Telemedicine และความเสี่ยงด้าน PDPA/จริยธรรมแพทย์
บทความนี้ จะชวนวิเคราะห์ เจาะลึก และชี้ประเด็นความเสี่ยงของแพทย์/เจ้าของคลินิก ตามกรอบของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางในการ Live ที่ปลอดภัย 100% รวมถึงการใช้งาน Line OA อย่างไรไม่ให้เสี่ยง และถูกหลัก Telemedicine
1. เรื่องไม่เล็ก: ทำไม "หมอLive ตอบคำถามสุขภาพ" ถึงเสี่ยงผิดกฎหมาย 3 เด้ง?
เหตุใดคำถามนี้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก
การ Live สาธารณะแล้วรับ “เคสจริง” ผ่านการโทร/คอลเข้ามาพูดคุย อาจดูเป็นการให้ความรู้ แต่ในเชิงกฎหมายและจริยธรรม พบว่าไปแตะ 3 ชั้นความเสี่ยงพร้อมกัน:
- การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพต่อสาธารณะ (health data = sensitive) แม้ผู้รับบริการ “สมัครใจเล่าเอง” ก็ตาม
- การทำให้ผู้ชมจำนวนมากเข้าถึงเสียง/ภาพ/ตัวตนของผู้รับบริการได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการระบุตัวบุคคล (identifiability) และความเสียหาย (harm)
- การทำให้ Live กลายเป็น “การให้บริการทางการแพทย์” โดยพฤติการณ์ มากกว่าการให้ความรู้ทั่วไป
ถ้ากลไกการคุ้มครองไม่ครบ Live ที่ตั้งใจ “ให้ความรู้” อาจถูกตีความเป็นการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน/ข้อกำกับ และนำไปสู่เรื่องร้องเรียนได้จริง
ข้อมูลโทษทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
1. โทษด้าน PDPA (เมื่อข้อมูลสุขภาพหลุด/ใช้ผิดวัตถุประสงค์)
โทษทางปกครอง: ปรับสูงสุด 5,000,000 บาท (สำหรับการละเมิดข้อมูลสุขภาพ/Sensitive Data)
โทษอาญา: จำคุกสูงสุด 1 ปี หรือปรับสูงสุด 1 ล้านบาท (หากเข้าข่ายแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ)
โทษทางแพ่ง: จ่ายค่าสินไหมทดแทนตามจริง + ค่าสินไหมเพื่อการลงโทษอีก 2 เท่า
2. โทษด้านจริยธรรมแพทย์ (แพทยสภา)
โทษสูงสุด: เพิกถอนใบอนุญาต (หมดอนาคตในวิชาชีพ)
โทษรองลงมา: พักใช้ใบอนุญาต (ห้ามตรวจรักษา) ตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ปี ซึ่งสำหรับเจ้าของคลินิก การถูกสั่งห้ามตรวจ 2 ปี = ปิดคลินิก
3. โทษด้านสถานพยาบาล (พรบ.สถานพยาบาล)
หากทำ Telemedicine แบบไม่มีระบบรองรับ จนถูกตีความว่าเป็น “สถานพยาบาลเถื่อน” (ประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต)
โทษ: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
⚠️ Price of Privacy: ราคาที่คุณต้องจ่าย
หากข้อมูลคนไข้หลุดกลาง Live
PDPA: ปรับสูงสุด 5 ล้านบาท
แพทยสภา: เสี่ยงถูกพัก/เพิกถอนใบอนุญาต
ชื่อเสียง: ประเมินค่าไม่ได้
2. เช็คด่วน: คุณกำลัง “สอนหนังสือ” หรือ “รักษาคนไข้”
ต้องนิยามให้ชัดเจน คุณกำลังทำอะไรกันแน่
1) Health education (การให้ความรู้)
- พูดเชิงหลักการ/แนวทางทั่วไป
- ไม่มีการเก็บข้อมูลเฉพาะบุคคล และไม่ใช้ “เคสจริงที่ระบุตัวตนได้” เป็นวัตถุดิบหลัก
- ไม่วินิจฉัยเฉพาะราย ไม่ชี้นำการรักษาเฉพาะราย
2) Telemedicine/คลินิกออนไลน์ (การแพทย์ทางไกล/โทรเวชกรรม)
แพทยสภาให้นิยามโทรเวชกรรมว่าเป็นการสื่อสารเนื้อหาทางการแพทย์โดยผู้ประกอบวิชาชีพ “จากสถานพยาบาล” ไปยังอีกสถานที่หนึ่งผ่านวิธีการอิเล็กทรอนิกส์เพื่อการปรึกษา/คำแนะนำเพื่อการดำเนินการทางการแพทย์ และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ
และข้อบังคับจริยธรรมแพทย์ก็ย้ำหลักการสำคัญว่าแพทย์ต้องประกอบวิชาชีพใน สถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต เว้นเหตุฉุกเฉิน/จำเป็นเพื่อประโยชน์ผู้ป่วย
สรุปเชิงปฏิบัติ:
ถ้า Live ของคุณมี “การซักอาการ+ประเมิน+ชี้นำการดูแลเฉพาะราย” แม้จะพูดว่า “แค่ให้ความรู้” แต่ พฤติการณ์ อาจพาคุณเข้าโซน telemedicine โดยอัตโนมัติ
💡 Key Takeaway: เช็กให้ชัวร์ ก่อนทัวร์ลง
Health Education (ปลอดภัย): พูดหลักการทั่วไป, ไม่ระบุตัวตน, ไม่วินิจฉัยรายบุคคล
Telemedicine (ต้องระวัง): ซักอาการ, ประเมินเคสจริง, ชี้แนะแนวทางรักษาเฉพาะราย
⚠️ จุดตาย: แค่คุณ “ซักประวัติและแนะนำวิธีรักษา” ใน Live พฤติการณ์นั้นจะกลายเป็น “โทรเวชกรรม” ทันที ซึ่งต้องทำภายใต้มาตรฐานสถานพยาบาลเท่านั้น
3. กับดัก PDPA: เมื่อข้อมูลสุขภาพหลุดกลาง Live ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้
PDPA กับ Live: จุดเสี่ยงจริงไม่ใช่แค่ “มีชื่อ-อายุ” แต่คือ “ระบุตัวได้ + เป็นข้อมูลสุขภาพ”
ข้อมูลสุขภาพถูกจัดเป็น “Sensitive Personal Data” และโดยหลักแล้วต้องมี explicit consent (ความยินยอมโดยชัดแจ้ง) หรือเข้าเงื่อนไขยกเว้นตามกฎหมายจึงจะสามารถ เก็บ/ใช้/เปิดเผยได้โดยชอบด้วยกฎหมาย (ในระบบที่เป็น data controller) (dlapiperdataprotection.com)
ประเด็นเสี่ยงอยู่ที่: ใน Live สาธารณะ
- ผู้รับบริการอาจเปิดเผย “ข้อมูลสุขภาพของตนเอง” ด้วยวาจา
- แต่ฝั่งผู้จัด Live/ช่อง/คลินิก อาจกลายเป็นผู้ “ประมวลผล/เผยแพร่ซ้ำ” (disclosure to public) ผ่านระบบแพลตฟอร์มโดยพฤติการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหาถูกบันทึก/ตัดคลิป/รีเพลย์/ถูกแชร์ต่อ
ในแง่ Risk-based compliance (แนวทางการทำให้ “สอดคล้องกฎหมาย/มาตรฐาน” โดยออกแบบมาตรการควบคุมให้ ได้สัดส่วนกับความเสี่ยง)
สิ่งที่ทำให้ความเสี่ยงพุ่งคือ “การทำให้ระบุตัวได้” เช่น:
- เสียงจริง + รูปโปรไฟล์ + ชื่อเล่น + อายุ + บริบทอาการ = โอกาสระบุตัวได้สูงขึ้นแบบทวีคูณ
- ผู้ชมจำนวนมากยิ่งเพิ่มความน่าจะเป็นของ “คนรู้จักเจอ” และนำไปสู่ผลกระทบด้านศักดิ์ศรี/การตีตรา (stigmatization)
หมายเหตุ: บางแพลตฟอร์มผู้ชมบางโหมด สามารถดู Live ได้แม้ไม่ได้เข้าร่วมในห้อง Live และจากมุมในห้อง Live จะเห็นจำนวนผู้เข้าร่วมได้แค่คนที่อยู่ในห้อง ดังนั้นแม้เห็นจำนวนคน ในห้องแค่ 2คน ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนเห็น เนื่องจากความจริงคือมันยังเป็นการเผยแพร่สาธารณะอยู่ดี — ความเสี่ยงไม่ได้ลดลง
4. จริยธรรมแพทย์: การวิจารณ์เคสหน้าไมค์ กับความเสี่ยง "ให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพ"
ความลับผู้ป่วย และ “การให้ร้ายเพื่อนร่วมวิชาชีพ” บนพื้นที่สาธารณะ
ข้อบังคับแพทยสภา พ.ศ. 2565 วางหลักสำคัญไว้ชัด:
- ห้ามเปิดเผยข้อมูลจากการประกอบวิชาชีพที่อาจก่อความเสียหายแก่ผู้ป่วย/ผู้เสียชีวิต/บุคคลอื่น เว้นแต่มีความยินยอมโดยชอบด้วยกฎหมายหรือมีหน้าที่ตามกฎหมาย
- ต้องไม่กระทำการให้ร้าย ทับถม ดูถูก เหยียดหยาม หรือการกระทำในทำนองเดียวกันต่อผู้ประกอบวิชาชีพและผู้ร่วมงาน
- ต้องไม่โฆษณาการประกอบวิชาชีพในลักษณะโอ้อวด/เพื่อประโยชน์แก่ตนหรือผู้อื่น
ประเด็นที่แพทย์มัก “พลาดโดยไม่ตั้งใจ” ใน Live เคสจริง
- ไม่ว่าจะเป็นการเรียกยอดวิว หรือ การสร้างอารมณ์ร่วมในการสนทนาใน Live หรือจะด้วยปัจจัยอื่นๆก็ตาม การวิจารณ์การรักษาของแพทย์อื่นจากข้อมูลที่ผู้ปรึกษาเล่า “แบบสั้น/ไม่ครบ” ทำให้เสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิด เพิ่มความกังวล และกระทบความสัมพันธ์ของผู้ปรึกษากับแพทย์เดิม
- บนพื้นที่สาธารณะ โทนการสื่อสารมีผลต่อการรับรู้ของผู้ชมมากกว่าข้อเท็จจริง และ “อคติจากข้อมูลไม่ครบ” จะถูกขยายเสียงทันที
5. กฎหมายไทยว่าไง: Telemedicine ทำได้ แต่ต้องมี "ระบบ" (ไม่ใช่แค่มีมือถือ)
กรอบกำกับ Telemedicine ของไทย: ไม่ได้ห้าม “ทำออนไลน์” แต่ห้ามทำแบบไม่มีระบบคุ้มครอง
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องมาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 เน้นว่าการแพทย์ทางไกลเป็น “บริการของสถานพยาบาล” และกำหนดองค์ประกอบ เช่น
- ต้องมีระบบสื่อสารที่ชัดเจน และมีมาตรฐานความมั่นคงด้านสารสนเทศ
- ต้องยื่นคำขอบริการเพิ่มเติมต่อผู้อนุญาต (ในกรอบสถานพยาบาล)
- ต้องมีการลงทะเบียน บันทึกข้อมูล รายงานผล ตรวจสอบ และยืนยันกระบวนการทุกขั้นตอน
- ต้องมีการชี้แจงขั้นตอนและความเสี่ยงก่อนรับบริการ และมีการจัดการความเสี่ยง/ความผิดพลาดของเทคโนโลยี
และประกาศของแพทยสภาเรื่องแนวทางปฏิบัติ telemedicine/คลินิกออนไลน์ ก็ย้ำฐานคิดว่าเป็นการสื่อสารทางการแพทย์โดยผู้ประกอบวิชาชีพ “จากสถานพยาบาล” และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้ให้บริบาล
เมื่ออ่านสองฉบับนี้คู่กัน จะพบภาพเดียวกัน ว่า:
รัฐไม่ได้กีดกัน ไม่ให้แพทย์Live หรือทำออนไลน์ แต่กำลังบอกว่า “ถ้าจะทำ” ต้องทำในรูปแบบบริการสุขภาพที่มีระบบรับผิดชอบ, มีการบันทึก, มีความปลอดภัย, และมีการคุ้มครองผู้รับบริการ
6. How-to: อยาก Live ให้ปลอดภัยและดูมืออาชีพ ต้องทำอย่างไร?
ถ้าอยาก Live แบบ “ปลอดภัย-มืออาชีพ-ไม่เสี่ยงร้องเรียน” ทำอย่างไร
A) ออกแบบ Live ให้เป็น “Education-first” อย่างแท้จริง
- ใช้ เคสจำลอง/เคสสังเคราะห์ (synthetic cases) หรือเคสที่ de-identify แล้วจริง ๆ
- ตัดองค์ประกอบที่ทำให้ระบุตัวได้: ไม่รับสาย/ไม่เปิดเสียง/ไม่โชว์โปรไฟล์ผู้ถามใน Live สาธารณะ
- เปลี่ยนจาก “ตอบเป็นรายบุคคล” เป็น “ตอบเป็นหมวดความรู้” เช่น triage framework, red flags, self-care boundaries
B) ถ้าจะรับเคสจริง: ย้ายไปโหมด “บริการ” ที่อยู่ในกรอบ telemedicine
เช็กลิสต์ขั้นต่ำ:
- ทำผ่านสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และมีนโยบาย/เวิร์กโฟลว์รองรับ
- มีระบบยืนยันตัวตน+ความเป็นส่วนตัว (private channel) และมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูล
- มีการบันทึกเวชระเบียน/การให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบ ตรวจสอบย้อนกลับได้
- มีการให้ความยินยอมอย่างชัดแจ้ง (explicit consent) และแยกวัตถุประสงค์ชัด (รักษา หรือ ให้ความรู้/สื่อสารสาธารณะ)
- มีการเปิดเผยความเสี่ยง (risk disclosure) และเกณฑ์คัดกรองเคสที่ไม่เหมาะกับ telemedicine
C) วลี/กรอบภาษาที่ช่วยลดความเสี่ยงโดยไม่ลดคุณค่า
เช่น
- “จากข้อมูลเท่าที่มี ขอตอบเป็นแนวทางทั่วไป… แต่การตัดสินใจรักษาต้องอาศัยการตรวจและข้อมูลครบถ้วน”
- “ถ้ามีอาการ red flags ต่อไปนี้ แนะนำพบแพทย์/ER ทันที”
- “ไม่ขอให้ความเห็นต่อการรักษาของแพทย์ท่านก่อน เพราะข้อมูลยังไม่ครบ—แต่จะอธิบายหลักคิดที่ใช้พิจารณาให้ฟัง”
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ “คำสวย ๆ” แต่เป็นการแสดงถึงการมีระบบกำกับคุณภาพและความปลอดภัยทางคลินิก (Clinical governance) ต่อสาธารณะ
ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน: Live สุขภาพที่ดีควรทำให้ “คนดูได้ความรู้” โดยไม่ต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีของคนโทร
ถ้าคอนเทนต์ต้องพึ่ง “คนโทรเล่าอาการละเอียดต่อหน้าคนจำนวนมาก” เพื่อให้รายการเดินได้ นั่นสะท้อนว่าโมเดลเนื้อหายังไม่ mature พอในเชิง governance
คอนเทนต์สุขภาพที่ยั่งยืนมักใช้ “โครงสร้างความรู้” เป็นพระเอก และใช้เคสจริงแบบ ปิดตัวตนและมี consent เป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่เวทีหลัก
7. เจาะลึก LINE OA: ใช้แชทคุยกับคนไข้ ผิดกฎไหม? ปลอดภัยจริงหรือ? (FAQ ยอดฮิต)
FAQ (สำหรับแพทย์/ผู้บริหารคลินิกที่อยาก “ชัด” แบบตรวจสอบได้)
1) Live แบบให้ผู้ชม call-in มาปรึกษาถือว่าเป็นการให้บริการทางการแพทย์หรือไม่คะ
ถาม: Live แบบให้ผู้ชม call-in มาเล่าชื่อ อายุ อาการ ประวัติเจ็บป่วย “ฟรี” ไม่เก็บเงิน ยังถือว่าเป็นการให้บริการทางการแพทย์หรือไม่คะ
ตอบ: มีโอกาส “ใช่” ว่าเป็นการให้บริการค่ะ
ส่วนเรื่อง “ฟรี/ไม่ฟรี” ไม่ใช่ตัวแปรหลักที่ทำให้พ้นกรอบของการให้บริการ
เหตุผลเชิงหลักการ (เอาไว้ใช้ตั้งเกณฑ์ตัดสิน):
- ถ้าเนื้อหาในสายโทรเข้าข่าย ซักประวัติ/ประเมินอาการเฉพาะราย แล้วให้คำแนะนำที่ผู้โทรสามารถนำไปตัดสินใจดูแลตนเอง/รักษาต่อได้ สิ่งนี้มีลักษณะเป็น medical consultation by conduct แม้จะตั้งเจตนาว่า “ให้ความรู้” ก็ตาม
- นิยาม Telemedicine ในประกาศแพทยสภา (ที่ถูกอ้างซ้ำในเอกสารวิชาการ/สไลด์การสอนของโรงพยาบาล) เน้นว่าเป็นการสื่อสารเนื้อหาทางการแพทย์โดยผู้ประกอบวิชาชีพ “จากสถานพยาบาล” ไปยังอีกสถานที่หนึ่ง เพื่อให้การปรึกษา/คำแนะนำ
- เมื่อ Live เปิดให้ผู้ชมจำนวนมาก “รับฟังข้อมูลสุขภาพของผู้โทร” ได้พร้อมกัน ความเสี่ยงจะพุ่งไปที่ การเปิดเผยข้อมูลสุขภาพซึ่งเป็นข้อมูลอ่อนไหว (PDPA) และ หลักความลับขอบผู้ป่วย มากกว่าคำถามเรื่องค่าบริการ
สรุป:
- ถ้าเป็น “ถาม-ตอบความรู้ทั่วไป” โดยหลีกเลี่ยงข้อมูลระบุตัวตนและไม่ชี้นำการรักษาเฉพาะราย โอกาสเสี่ยงจะต่ำกว่า
- ถ้าเป็น “รับเคสจริงแบบระบุตัวตนได้ และให้คำแนะนำเฉพาะราย” ต่อหน้าสาธารณะ แม้ฟรี ก็ยังเสี่ยงที่จะเข้ากรอบของบริการ และยังมีความเสี่ยงสูงในด้าน PDPA/จริยธรรม อยู่ดี
2) ให้คำปรึกษาสุขภาพผ่าน LINE แชท ทำได้ไหมคะ ผิดกฎไหมคะ
ถาม: ให้คำปรึกษาสุขภาพผ่าน LINE แชท (ข้อความ/ภาพ/วิดีโอคอล) ทำได้ไหมคะ และปลอดภัยตามหลัก PDPA หรือไม่คะ
ตอบ: “แชทส่วนตัว” ไม่ได้แปลว่า “PDPA-safe โดยอัตโนมัติ” ค่ะ แต่สามารถทำให้ “เข้าใกล้มาตรฐาน” ได้ ถ้าคุม governance และ security ได้ครบ
ประเด็น PDPA ที่คนมักเข้าใจคลาดเคลื่อน:
- PDPA ไม่ได้วัดจากจำนวนคนที่เห็นอย่างเดียว แต่วัดจาก “การประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งวงจร ตั้งแต่การเก็บ ใช้ เปิดเผย การจัดเก็บบนอุปกรณ์ ไปจนถึงมาตรการความมั่นคงปลอดภัย
- ข้อมูลสุขภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว และต้องใช้ฐานกฎหมาย/ความยินยอมที่เหมาะสม พร้อมมาตรการคุ้มครองที่สอดคล้องกับความเสี่ยง
ประเด็นความมั่นคงปลอดภัย (Security) ที่ต้องพูดแบบมืออาชีพ:
- แม้ LINE จะมีมาตรการความปลอดภัย แต่ในนโยบายของ LINE เองก็ระบุชัดว่า ไม่มีวิธีส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ใดที่ปลอดภัย 100% และไม่อาจรับประกันความปลอดภัยแบบเบ็ดเสร็จ
- ในโลกของโรงพยาบาลจริง หลายหน่วยงานมีแนวทางภายในให้ “หลีกเลี่ยงข้อมูลระบุตัวตน” เวลาใช้สื่อสังคมออนไลน์/แชท เช่น หลีกเลี่ยงชื่อ-สกุล HN เลขบัตร ใบหน้า หรือข้อมูลที่ระบุตัวตนได้ และเน้นการคุมอุปกรณ์/รหัสผ่าน/การส่งต่อข้อมูล
สรุปเชิงปฏิบัติ (ถ้าจะใช้ LINE ให้เสี่ยงน้อยลง):
- แยก LINE สำหรับงานบริการเป็น ช่องทางที่มีนโยบายชัด (เช่น LINE OA ของสถานพยาบาล) มากกว่าบัญชีไลน์ส่วนตัวของแพทย์
- ทำ consent + notice ให้ชัดว่ามีการเก็บข้อมูลสุขภาพผ่านช่องทางแชท และระบุขอบเขตการใช้ข้อมูล
- คุมอุปกรณ์ปลายทาง (มือถือ/คอม) ให้เป็นมาตรฐานงานสุขภาพ เช่น PIN/biometric, auto-lock, ไม่ให้ทีมงานแชร์บัญชีเดียวกัน, มีขั้นตอนกรณีเครื่องหาย, มีนโยบายลบ/เก็บรักษาตามอายุเอกสาร
- หลีกเลี่ยงการให้ผู้รับบริการส่งข้อมูลเกินจำเป็น และตั้ง “แบบฟอร์มข้อมูลขั้นต่ำ” ที่สามารถใช้คัดกรองก่อนย้ายไประบบ Telemedicine ที่เหมาะสม
ถ้ามุมของกฎหมาย-ความเสี่ยง: LINE “อาจ” ใช้เป็นช่องทางประสานงาน/ติดตาม/คัดกรอง ได้ดี แต่ถ้าจะใช้เป็น “ช่องทางให้บริการหลักเต็มรูปแบบ” ควรมีการวางระบบระดับสถานพยาบาลรองรับ มากกว่าการพึ่งแชทอย่างเดียว
3) แพทย์ “เปิดให้บริการปรึกษาแพทย์ผ่านไลน์แชท” ทำได้ไหมคะ ผิดกฎใดหรือไม่คะ
ถาม: ถ้าแพทย์จะ “เปิดให้บริการปรึกษาแพทย์ผ่านไลน์แชท” ทำได้ไหมคะ ผิดกฎใดหรือไม่คะ
ตอบ: ทำได้ “ภายใต้เงื่อนไข” ค่ะ และเงื่อนไขหลักไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่อง “สถานะของบริการ” และ “ความรับผิดชอบในฐานะสถานพยาบาล/ผู้ประกอบวิชาชีพ” ค่ะ
3.1 ประเด็นสถานพยาบาล และกรอบ Telemedicine
- มาตรฐาน Telemedicine ของกระทรวงสาธารณสุขเป็น “มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาล” และมีองค์ประกอบด้านระบบ ความมั่นคงปลอดภัย การบันทึก การตรวจสอบ และการชี้แจงความเสี่ยงก่อนให้บริการ
- นิยาม/แนวทางของแพทยสภา เน้นลักษณะการสื่อสารทางการแพทย์ “จากสถานพยาบาล” เพื่อให้คำปรึกษา/คำแนะนำ
ตีความเชิงปฏิบัติ:
- หากแพทย์ให้บริการผ่าน LINE ในนามคลินิก/โรงพยาบาลที่ได้รับอนุญาต และมีระบบกำกับดูแล (consent, record, privacy, security, escalation) ครบ จะสอดคล้องกับแนวทางมากกว่า
- ถ้าแพทย์ทำแบบ “บริการส่วนตัวนอกระบบสถานพยาบาล” โดยใช้ LINE เป็นคลินิกเงา (ไม่มี governance/เวชระเบียน/กระบวนการรับผิดชอบ) จะเสี่ยงทั้งด้านมาตรฐาน Telemedicine และด้านจริยธรรม/ความลับผู้ป่วย
3.2 ประเด็นจริยธรรมและการสื่อสารเชิงพาณิชย์
- ข้อบังคับจริยธรรมแพทยสภากำหนดข้อห้ามเรื่องการโฆษณาในลักษณะโอ้อวด/ทำให้เข้าใจผิด และหลักการไม่เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วย รวมถึงกรอบความเหมาะสมของการสื่อสารเพื่อประโยชน์ตน/ผู้อื่น
- ดังนั้น “เปิดรับปรึกษาผ่าน LINE” ไม่ได้ผิดเพราะเป็น LINE แต่มักพลาดเพราะ สื่อสาร/ทำการตลาดแบบเกินกรอบ หรือ ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นการวินิจฉัยสมบูรณ์ทั้งที่ข้อมูลไม่พอ มากกว่า
สรุป:
ทำได้ ถ้าทำในฐานะ “บริการของสถานพยาบาล” ที่มีมาตรฐานและ governance ครบถ้วน และสื่อสารอย่างมืออาชีพไม่ชวนเข้าใจผิด
4) แพทย์ ใช้ LINE OA เพื่อให้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ จะช่วยลดความเสี่ยงได้ไหมคะ
ถาม: กรณีที่แพทย์ เป็นเจ้าของคลินิก เปิดใช้ LINE OA เพื่อให้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ ซึ่งแพทย์ใช้งาน LINE OA เพียงคนเดียว จะช่วยให้ความเสี่ยงในเรื่องข้อกฎหมาย น้อยลงหรือไม่ อย่างไร
ตอบ: Line OA ช่วยได้ส่วนหนึ่ง, คุณสามารถใช้ LINE OA เป็นช่องทางบริการ” ได้ในเชิงปฏิบัติ ถ้าคุณทำในฐานะ “บริการของสถานพยาบาล” และวางมาตรการ PDPA + มาตรฐาน telemedicine ให้ครบ
แต่ถ้าคุณหวังว่า “แค่เปลี่ยนจากไลน์แชทส่วนตัวไปเป็น LINE OA แล้วจะปลอดภัยและถูกกฎทันที” นั่นเป็นความเข้าใจผิด เพราะมันยังต้องมี การกำกับดูแล อีกหลายชั้นค่ะ
ข้อเท็จจริง:
- LINE OA ไม่ได้ “ปลอดภัยกว่า LINE ส่วนตัวโดยอัตโนมัติ” ในความหมายของ PDPA
- PDPA วัดที่ “การประมวลผลข้อมูล” และ “มาตรการคุ้มครอง” ตลอดวงจร ไม่ได้วัดว่าเป็นบัญชีส่วนตัวหรือบัญชีธุรกิจ
- LINE มีฟีเจอร์เข้ารหัสแบบ End-to-End ชื่อ Letter Sealing สำหรับห้องแชทที่เข้าเงื่อนไขของ LINE
- เอกสารความโปร่งใสของ LYCORP ระบุเงื่อนไข E2EE ในบริบท “1-to-1 chat room” และ “group chats ถึง 50 คน” ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด
- ส่วน “LINE OA” เป็นบริการคนละประเภทกับแชทของผู้ใช้ทั่วไป และมี Terms/Guidelines เฉพาะของตนเอง
- เอกสารเกี่ยวกับ Telemedicine ของไทยชี้ชัดว่า การให้บริการคลินิกออนไลน์/โทรเวชกรรม ต้องดำเนินการผ่านสถานพยาบาล และต้องมีองค์ประกอบด้านการยืนยันตัวตน ความมั่นคงสารสนเทศ และความสอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สรุปความเข้าใจ เกี่ยวกับบัญชี LINE ส่วนตัว กับ LINE OA
- การใช้บัญชี “LINE ส่วนตัว” เพื่อติดต่อผู้รับบริการ ไม่ได้แปลว่า “ผิดกฎหมายทันที” และ การใช้ “LINE OA” ก็ไม่ได้แปลว่า “PDPA-safe แล้วจบ”
- จุดต่างที่สำคัญจริง ๆ คือเรื่องของ การกำกับดูแล และการควบคุมกระบวนการ
ความเห็นส่วนตัว ในเชิงปฏิบัติสำหรับคลินิก
ถ้าเป้าหมายคือ “ทำให้เสี่ยงน้อยลงและจัดการได้เป็นระบบ” การใช้ LINE OA ในนามสถานพยาบาล มัก “ดีกว่า LINE ส่วนตัว” ในแง่การบริหารจัดการ ไม่ใช่เพราะ OA เข้ารหัสมากกว่า
แต่เหตุผลคือ LINE OA ทำให้คุณวางระบบเชิงธุรกิจได้ง่ายกว่า เช่น แยกบทบาททีมงาน ทำมาตรฐานการตอบ เก็บหลักฐานการยินยอม และทำ notice ได้ชัดกว่า
อย่างไรก็ดี LINE OA ก็มี “ความเสี่ยงเพิ่ม” ที่คนมักมองข้าม ดังนี้
- LINE OA มักมีผู้ดูแลหลายคน จึงเพิ่มโอกาส “คนเห็นข้อมูลสุขภาพมากกว่าที่จำเป็น”
- เป็นประเด็นที่ไปชนกับหลักการ data minimization และ need-to-know โดยตรง ถ้าคุมสิทธิ์ไม่ดี
- ดังนั้น LINE OA จะช่วยก็ต่อเมื่อมีการ “คุมสิทธิ์และคุมข้อมูล” ให้เข้มกว่าบัญชีส่วนตัว แต่ถ้าไม่สามารถควบคุมได้ มันจะกลายเป็นความเสี่ยงเพิ่มมากกว่า LINE ส่วนตัวทันที
เช็กลิสต์สั้น ๆ ว่า “LINE OA ใช้ได้” แบบไม่หลอกตัวเอง
- ใช้ LINE OA ในนามคลินิก/สถานพยาบาล ไม่ใช้บัญชีส่วนตัวของแพทย์
- ทำ Privacy Notice + Consent เฉพาะช่องทางแชทสุขภาพให้ชัด และแยกวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน
- จำกัดสิทธิ์ทีมงานแบบ need-to-know และมี SOP ว่าใครดูข้อมูลสุขภาพได้บ้าง
- ใช้ LINE OA เพื่อ “คัดกรอง/นัดหมาย/ส่งคำแนะนำทั่วไป” แล้วโยก “การวินิจฉัย/การรักษา/การบันทึกเวชระเบียน” ไปที่ระบบ Telemedicine/EMR ที่ควบคุมได้
- ตั้งนโยบาย data retention และวิธีนำข้อมูลเข้าระบบเวชระเบียนอย่างเป็นทางการ ไม่ฝากชีวิตไว้ในแชทอย่างเดียว
ข้อเท็จจริงเชิงกฎหมาย/มาตรฐาน ที่ต้องยึดเป็นแกน ดังนี้
- Telemedicine ต้องให้บริการ “โดยสถานพยาบาล” และต้องยื่นขอเพิ่มบริการต่อหน่วยงานผู้อนุญาต
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยมาตรฐานบริการการแพทย์ทางไกล กำหนดให้ สถานพยาบาล ที่จะ “เพิ่มบริการ” ต้องยื่นคำขอเพิ่มบริการตามแบบ และมีรายละเอียดประกอบตามที่กำหนด - แนวทางแพทยสภา ชี้ชัดว่า การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ต้องเกิด “ในสถานพยาบาล” ที่ขึ้นทะเบียน/ได้รับอนุญาต
ในแนวทางของแพทยสภา ระบุหลักการว่าควรทำ “ภายในสถานพยาบาล” ที่ได้รับอนุญาต ไม่ใช่บริการลอยตัวจากช่องทางส่วนตัว - ข้อมูลสุขภาพ = ข้อมูลส่วนบุคคลที่อ่อนไหว ใช้หลัก “ยินยอมโดยชัดแจ้ง” เป็นฐานสำคัญมาก
PDPA มาตรา 26 ระบุชัดว่า “ข้อมูลสุขภาพ” เป็นข้อมูลอ่อนไหว และ การเก็บ/ใช้/เปิดเผยต้องมี ความยินยอมโดยชัดแจ้ง เว้นแต่เข้าเงื่อนไขยกเว้น - ผู้ให้บริการต้องมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (Security) ที่เหมาะสม
PDPA กำหนดหน้าที่ผู้ควบคุมข้อมูลให้ต้องมีมาตรการป้องกันการเข้าถึง/ใช้/เปิดเผยโดยมิชอบ และมีความรับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัย - ข้อมูลสุขภาพเป็น “ความลับ” ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ มาตรา 7
มาตรา 7 วางหลักว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล” เปิดเผยในทางที่อาจทำให้เสียหายไม่ได้ เว้นแต่เจ้าตัวยินยอมหรือมีกฎหมายเฉพาะ
สรุป: ต่อให้เป็นคลินิกแพทย์ ที่ให้บริการคนเดียว “พูดฟรี” หรือ “แชทส่วนตัว” ก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นกรอบของ สถานพยาบาล + มาตรฐาน Telemedicine + PDPA/ความลับผู้รับบริการ
5) จะใช้ LINE OA เพื่อทำให้เป็นTelemedicine ที่ถูกต้อง ควรทำอย่างไรคะ
ถาม: ถ้าคลินิกขนาดเล็กที่มีแพทย์ให้บริการคนเดียว จะใช้ LINE OA เพื่อทำให้เป็น Telemedicine ที่ถูกต้อง ในเชิงปฏิบัติ จะมีแนวทาง อย่างไรบ้าง
ตอบ: แนะนำให้ทำตาม 5 Phase นี้ค่ะ
Phase 0: สรุปความชัดเจนว่า “บริการ” คืออะไร ก่อนเลือกเทคโนโลยี
กำหนด “ขอบเขตบริการ Telemedicine” เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
- ให้คำปรึกษา/ติดตามอาการโรคเดิมที่ stable ได้
- คัดกรองอาการเบื้องต้นและส่งต่อได้
- กรณีฉุกเฉิน/อาการอันตราย = ไม่ให้บริการทางไกล ให้เข้ารพ.หรือโทร 1669 ตาม red flags
- ระบุข้อจำกัด (limitations) ว่าข้อมูลไม่ครบเท่าตรวจร่างกายจริง
จุดนี้สำคัญมาก เพราะจะไปผูกกับ “แบบยินยอม”, “SOP”, และ “ความเสี่ยงทางกฎหมาย”
Phase 1: ทำให้ “ถูกต้องในฐานะสถานพยาบาล” ก่อน
- ตรวจสถานะใบอนุญาตสถานพยาบาลและผู้ดำเนินการ/ผู้ประกอบวิชาชีพ ให้ครบถ้วน
- ยื่น “ขอเพิ่มบริการ telemedicine” ต่อหน่วยงานที่กำกับสถานพยาบาลตามพื้นที่ (แนวทางอยู่ในประกาศมาตรฐาน telemedicine ของกระทรวงสาธารณสุข)
- จัดทำเอกสารระบบบริการ ที่สอดคล้องมาตรฐาน ได้แก่ โครงสร้างบริการ, ขั้นตอน, ระบบที่ใช้, ความปลอดภัย, การบันทึกข้อมูล, การรับเรื่องร้องเรียน, และแผนกรณีฉุกเฉิน
ข้อควรระวัง: หลายคลินิกพลาด เพราะเริ่มจาก “เปิดแชทก่อน” แล้วค่อยย้อนมาเก็บเอกสารทีหลัง ซึ่งถ้าเกิดเหตุร้องเรียนจะเหนื่อยมาก มักหาข้อมูลสำคัญไม่ค่อยเจอ
Phase 2: ทำ PDPA ให้ “ยืนบนขาได้เอง”
Telemedicine = เกี่ยวข้องกับ “ข้อมูลสุขภาพ” ซึ่ง PDPA ให้ความเข้มสูงมาก
สิ่งที่ควรทำเป็นชุด (แนะนำให้ทำเป็นเอกสารจริง)
- Privacy Notice (ประกาศความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้รับบริการ)
- เก็บอะไร ใช้ทำอะไร เก็บนานเท่าไร เปิดเผยให้ใคร (เช่น ผู้ให้บริการส่งยา/ชำระเงิน/ผู้ให้บริการระบบ)
- ช่องทางติดต่อเจ้าของข้อมูล และวิธีใช้สิทธิ
- Explicit Consent (การยินยอมโดยชัดแจ้ง) สำหรับข้อมูลสุขภาพ
- ทำเป็นฟอร์ม/เช็คบ็อกซ์ที่บันทึกเวลาและหลักฐานได้
- แยก consent เรื่อง “บันทึกภาพ/เสียง/วิดีโอ” ออกจาก consent ด้านการรักษา (ถ้าจะบันทึก)
- มาตรการความมั่นคงปลอดภัย (Security Controls) ตามหน้าที่ใน PDPA
สิ่งที่คลินิกแพทย์ควรมีเป็นขั้นต่ำ
- เครื่องที่ใช้ให้คำปรึกษาเข้ารหัสทั้งเครื่อง (full-disk encryption)
- เปิด MFA ทุกบัญชี (LINE OA, อีเมล, ระบบเวชระเบียน, cloud)
- กำหนด policy ว่า “ห้ามเก็บเวชระเบียนหลักไว้ในแชท”
- ทำ backup และกำหนดสิทธิ์เข้าถึงแบบ least privilege ถึงแม้จะมีแพทย์คนเดียวก็ยังต้องทำเพราะ “มือถือหาย” คือ incident ที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายมาก
- อิงหลักความลับข้อมูลสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ม.7 เป็นฐานจริยธรรม/กฎหมายประกอบ
Phase 3: ออกแบบ Workflow ให้ LINE OA เป็น “หน้าบ้าน” อย่างปลอดภัย
โครงสร้างที่แนะนำ (Practical & Compliant) มีดังนี้
A) LINE OA = นัดหมาย/คัดกรอง/แจ้งเตือน/ส่งลิงก์
- ส่ง “ลิงก์แบบฟอร์มคัดกรอง + consent” ไปยังหน้าเว็บ/พอร์ทัลของคลินิก (ที่คุมได้)
- หลีกเลี่ยงให้ผู้รับบริการส่งอาการรายละเอียด/รูปภาพ/ผลตรวจ ในลักษณะ“คุยยาว” ใน LINE เป็นหลัก
B) ระบบคลินิก (Portal/EMR) = ที่เก็บเวชระเบียนจริง
- ทุกเคสควรถูกบันทึกเป็นเวชระเบียนในระบบที่คลินิกควบคุมได้
- เก็บหลักฐาน consent, ประวัติ, คำแนะนำ, diagnosis (ถ้ามี), แผนติดตาม, ใบสั่งยา/คำสั่งการรักษา
C) Video Call = ใช้เครื่องมือที่คุมห้องได้จริง
- มี waiting room / passcode / จำกัดการบันทึก / ควบคุมการแชร์หน้าจอได้
- ไม่บันทึกโดยไม่จำเป็น และถ้าจะบันทึกต้องมี consent แยกชัดเจน
หมายเหตุ: ถ้ามีการ “คุยรักษาจริง” ผ่าน LINE call อย่างเดียว โดยไม่มี portal/เวชระเบียน/consent ที่เป็นระบบ จะทำให้คลินิกเสี่ยงสูงมากที่สุดในวันที่มีเหตุร้องเรียน
Phase 4: ทำ “Clinical Governance” ให้สมกับคำว่า Telemedicine
ทำมาตรฐานคลินิก 6 ข้อต่อไปนี้
- Eligibility Criteria (เคสที่รับทางไกลได้/ไม่ได้)
- Red Flag Protocol (อาการเสี่ยงที่ต้องส่งต่อ/ฉุกเฉิน)
- Telemedicine Note Template (เวชระเบียนมาตรฐานสำหรับทางไกล)
- Photo/Document Intake Standard (มาตรฐานรับรูป/ไฟล์ เช่น ต้องมีแสง/ระยะ/มุม/ห้ามส่งผ่านช่องทางที่ไม่ปลอดภัย)
- Prescription & Follow-up SOP (การสั่งยา/ติดตาม/ส่งต่อ)
- Complaint & Incident Response (ร้องเรียน/ข้อมูลรั่ว/อุปกรณ์หาย/บัญชีถูกแฮก)
ทั้งหมดนี้ช่วยให้ “คลินิกที่มีแพทย์คนเดียว” สามารถให้บริการ Telemedicine ได้ระยะยาว เหมาะสมกับยุคสมัย
สำหรับประเด็น “เก็บเวชระเบียน/หลักฐาน” ควรตั้ง baseline ยังไง
ข้อเท็จจริง: ในทางปฏิบัติของหลายหน่วยบริการ จะอิงช่วงเวลาเก็บเอกสารเวชระเบียนที่พบได้บ่อย เช่น “ผู้ป่วยทั่วไป 5 ปี / คดีหรือเสียชีวิต 10 ปี” (ตามประกาศแนวปฏิบัติของหลายรพ.) และยังมีเอกสารเชิงแนวทางของหน่วยงานรัฐด้านกฎหมายที่กล่าวถึงกรอบการเก็บเอกสารในระบบสารบรรณโดยทั่วไป เช่น ไม่น้อยกว่า 10 ปีในบางบริบท
คำแนะนำ: สำหรับคลินิกแพทย์คนเดียว ให้เลือก “policy ที่ปกป้องคลินิกได้” ก่อน แล้วค่อยปรับตามคำแนะนำผู้เชี่ยวชาญกฎหมายท้องถิ่น/ข้อกำกับเฉพาะกิจการ เพราะความเสี่ยงคดีแพทย์กับ “ระยะเวลาการร้องเรียน” มักยาวนานกว่าความรู้สึกเสมอ
Checklist สรุปสำหรับเจ้าของคลินิก
- ขอบเขตบริการ + เคสที่รับ/ไม่รับ + red flags
- ยื่นขอเพิ่มบริการ telemedicine ในฐานะสถานพยาบาล
- Privacy Notice + Explicit consent (ข้อมูลสุขภาพ) + consent การบันทึก (ถ้ามี)
- ออกแบบ workflow: LINE OA = นัด/แจ้งเตือน/ส่งลิงก์, เวชระเบียนอยู่ในระบบคลินิก, video call อยู่ในห้องที่คุมได้
- Security minimum: MFA, encryption, backup, access control, incident plan
- เวชระเบียนทางไกลต้องบันทึกให้เป็นระบบ และมีนโยบาย retention เสมอ
- SOP การสั่งยา/ส่งต่อ/ติดตาม/ร้องเรียน
🔒 Pro Tip: ความจริงเรื่อง LINE OA ที่หลายคนเข้าใจผิด
“แชทส่วนตัว” ไม่ได้แปลว่า “รอด PDPA”: กฎหมายดูที่ “กระบวนการจัดการข้อมูล” ไม่ใช่แค่ชื่อแอป
LINE OA ไม่ใช่ตู้เซฟ: แม้จะแยกบัญชีธุรกิจ แต่ถ้าไม่มีระบบจำกัดสิทธิ์ (Access Control) ทีมงานทุกคนอาจเห็นประวัติคนไข้ได้หมด ซึ่งผิดหลัก Data Minimization
ทางออกที่ดีกว่า: ใช้ LINE OA เป็นแค่ “หน้าด่าน” (นัดหมาย/แจ้งเตือน) แต่เก็บข้อมูลเวชระเบียนและการรักษาไว้ใน ระบบ Telemedicine โดยเฉพาะ ที่ตรวจสอบได้
8. สรุป: หมอLive ให้คำปรึกษาสุขภาพ ผิดไหม?
คำตอบคือ: “ผิด” หากการให้คำปรึกษานั้นมีพฤติการณ์ที่เข้าข่าย ‘การประกอบวิชาชีพเวชกรรม/โทรเวชกรรม (Telemedicine)’
เส้นแบ่งอยู่ที่: หากใน Live มีการ 1.ซักประวัติ 2.ประเมินอาการ และ 3.ชี้นำการรักษาเฉพาะราย แม้หมอจะบอกว่า ‘แค่คุยเล่น’ หรือ ‘ให้ความรู้ฟรี’ แต่ในทางกฎหมายจะถือว่าหมอกำลัง ‘รักษาคนไข้’ ทันที
และเมื่อเป็นการ ‘รักษา’ (Telemedicine) การทำผ่าน Live สาธารณะจึงกลายเป็นการกระทำที่ ผิดมาตรฐานสถานพยาบาล และ ละเมิดกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยอัตโนมัติ
และหากจะต้องมีการตีความของคำว่า “ให้คำปรึกษาร่วมกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นใน Live” ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว “มีความเสี่ยงที่จะผิดสูงมาก” เนื่องด้วยการ “ให้คำปรึกษา” (Consultation) ในทางปฏิบัติมักมีองค์ประกอบครบจนเป็น “การประกอบวิชาชีพเวชกรรม” ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้ทำในลักษณะเปิดเผยต่อสาธารณะ
การ ‘ให้คำปรึกษา’ (Consultation) ที่มีการซักถามอาการ และแนะนำแนวทางรักษา ถือเป็นการประกอบวิชาชีพแพทย์ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องทำใน ‘พื้นที่ส่วนตัวที่มีระบบรักษาความปลอดภัย’ เท่านั้น
การนำกระบวนการนี้มาทำบน ‘พื้นที่สาธารณะ’ (Live) จึงเป็นการกระทำที่ขัดทั้งกฎหมาย PDPA, มาตรฐานสถานพยาบาล, และจริยธรรมแพทย์
เปิดความผิด 3 ประเด็นหลัก
1.ผิดกฎหมาย PDPA (และ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ):
การให้คำปรึกษาใน Live ทำให้ “ข้อมูลสุขภาพ” (Sensitive Data) ของผู้รับบริการถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ
แม้ผู้ถามจะเต็มใจ แต่ในทางกฎหมาย แพทย์ในฐานะผู้ควบคุมข้อมูล (Data Controller) มีหน้าที่ต้องจัดมาตรการความปลอดภัย หากปล่อยให้ข้อมูลหลุดในที่สาธารณะถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่
2.ผิดมาตรฐานสถานพยาบาล (Telemedicine):
การ “ให้คำปรึกษา” ที่มีการซักประวัติและประเมินอาการ ถือเป็น “โทรเวชกรรม” (Telemedicine)
กฎหมายกำหนดว่า Telemedicine ต้องให้บริการผ่านระบบที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและยืนยันตัวตนได้ (ไม่ใช่ Live สดที่ใครก็ดูได้) และต้องทำภายใต้ระบบของสถานพยาบาล
การทำผ่าน Live สาธารณะ จึงผิดมาตรฐานการให้บริการ
3. ผิดจริยธรรมแพทย์:
การให้คำปรึกษาโดยข้อมูลไม่ครบถ้วน (จากการคุยหน้าไมค์สั้นๆ) และการเปิดเผยความลับผู้ป่วยต่อธารกำนัล ขัดต่อข้อบังคับแพทยสภาเรื่องความลับผู้ป่วยและมาตรฐานวิชาชีพ
9. ทางออกปี 2026: Telemedicine Compliance by Design ระบบที่ปกป้องแพทย์โดยอัตโนมัติ
กลับมาที่ระบบ: ทำไมคลินิกยุค 2026 ต้องมี “Telemedicine Compliance by Design”
แนวทางที่ qlinic.online เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ตลาดกำลังจะบังคับให้เกิด คือการทำระบบให้ถูกตั้งแต่โครงสร้างสถาปัตยกรรม:
- Consent management แยกวัตถุประสงค์
- Role-based access + Audit trail
- Secure channel สำหรับการปรึกษา
- เวชระเบียนที่ตรวจสอบย้อนกลับได้
- และที่สำคัญ: ทำให้ “การให้ความรู้” กับ “การรักษา” อยู่คนละเลนอย่างชัดเจน
เพราะสุดท้าย ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การถูกร้องเรียน แต่กลายเป็นความเสียหายต่อความเชื่อมั่นในวิชาชีพ
🚀 สรุปสูตรสำเร็จคลินิกยุค 2026 (The Qlinic Standard)
หากคุณไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเรื่องข้อกฎหมายด้วยตัวคนเดียว
นี่คือเช็กลิสต์ระบบที่ต้องมี:
1. Consent Management: แยกขอความยินยอมให้ชัด (เพื่อรักษา vs เพื่อสื่อสาร)
2. Audit Trail: ทุกกิจกรรมต้องตรวจสอบย้อนหลังได้ ใครดูข้อมูล เมื่อไหร่
3. Secure Channel: แยก “แชทเล่น” ออกจาก “แชทรักษา”
Qlinic.online ออกแบบมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกัน” ให้คุณทำงานได้ถูกต้องตั้งแต่ระดับโครงสร้าง (Compliance by Design) ให้คุณโฟกัสกับการรักษา ส่วนเรื่องระบบ…ปล่อยให้เป็นหน้าที่เรา
ถ้าเป้าหมายคือ “ทำให้ถูกกฎทุกมิติ และดูมืออาชีพระดับที่คลินิกโตได้”
แนวทางที่ชนะที่สุดคือ อย่าให้ LINE เป็นที่อยู่ของเวชระเบียน แต่ให้เป็น “ช่องทางสื่อสารธุรกิจ” แล้วพาเคสเข้า “ระบบบริการทางการแพทย์” ที่คุณควบคุมได้จริง
นี่คือเหตุผลที่แพลตฟอร์ม qlinic.online (วางระบบให้มี consent, record, access control, audit trail, role-based)
ระบบที่จะทำให้หมอ “ไม่ต้องแบกภาระ compliance ด้วยตัวเองทุกจุด”
ดูฟีเจอร์ของ Qlinic.online ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “เกราะป้องกัน” ให้คุณทำงานได้ถูกต้องตั้งแต่ระดับโครงสร้าง (Compliance by Design)
เพื่อให้คุณโฟกัสกับการรักษา ส่วนเรื่องระบบ…ปล่อยให้เป็นหน้าที่เรา
ภาคผนวก: เอกสารอ้างอิง & ประเด็นเจาะลึก
เอกสารอ้างอิง (Vancouver)
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ราชกิจจานุเบกษา; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.ratchakitcha.soc.go.th
กรมประชาสัมพันธ์ (PRD). พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กรมประชาสัมพันธ์; 2562 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: www.prd.go.th
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC). แนวทางการพิจารณามาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม (มาตรา 37(1)) [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: PDPC; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.pdpc.or.th
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล. ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เรื่อง มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม พ.ศ. 2565 [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ศูนย์ข้อมูลข่าวสารของราชการ (สำนักงาน คปภ./OIC); 2565 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.oic.go.th
กระทรวงสาธารณสุข. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบบริการการแพทย์ทางไกล พ.ศ. 2564 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rbpho.moph.go.th
กรมการแพทย์ (Department of Medical Services). ระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://dms.go.th
แพทยสภา. ประกาศแพทยสภา ที่ 54/2563 เรื่อง แนวทางปฏิบัติการแพทย์ทางไกลหรือโทรเวช (telemedicine) และคลินิกออนไลน์ [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: แพทยสภา; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.tmc.or.th/download
ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี (RamaCNEC). บริการการแพทย์ทางไกลในลักษณะผู้ป่วยนอกทั่วไป (OP Telemedicine) [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: RamaCNEC; 2566 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.ramacnec.com
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 [อินเทอร์เน็ต]. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://www.law.mahidol.ac.th
National Health Commission Office. National Health Act, B.E. 2550 (2007) [Internet]. Bangkok: National Health Commission Office; 2007 [cited 2026 Jan 18]. Available from: https://www.nationalhealth.or.th
ศูนย์กฎหมาย ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (WUHLAW). ข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 [อินเทอร์เน็ต]. นครศรีธรรมราช: มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์; 2566 [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://dla.wu.ac.th
LINE ศูนย์ช่วยเหลือ. Letter Sealing คืออะไร [อินเทอร์เน็ต]. โตเกียว: LINE; ไม่ปรากฏปี [เข้าถึงเมื่อ 18 ม.ค. 2026]. เข้าถึงได้จาก: https://help.line.me/
LINE. LINE Terms of Use [Internet]. Tokyo: LINE; n.d. [cited 2026 Jan 18]. Available from: https://terms.line.me/line_terms
LINE Company (Thailand) Limited. Privacy Policy [Internet]. Bangkok: LINE Company (Thailand) Limited; 2025 [cited 2026 Jan 18]. Available from: https://terms.line.me/line_genlctpp
LINE. LINE Official Account Guidelines [Internet]. Tokyo: LINE; n.d. [cited 2026 Jan 18]. Available from: https://terms.line.me
LY Corporation. LY Corporation Privacy Policy [Internet]. Tokyo: LY Corporation; 2025 [cited 2026 Jan 18]. Available from: https://www.lycorp.co.jp
Risk-based compliance: อธิบายเชิงระบบ + ตัวอย่าง
Risk-based compliance คือแนวทางการทำให้ “สอดคล้องกฎหมาย/มาตรฐาน” โดยออกแบบมาตรการควบคุมให้ ได้สัดส่วนกับความเสี่ยง (risk proportionality) แทนที่จะทำทุกอย่างให้เท่ากันหมด
ในโลกข้อมูลสุขภาพ (ซึ่งเป็น sensitive data) หลักการนี้สำคัญมาก เพราะ “ความเสี่ยงต่อเจ้าของข้อมูล” สูง และค่าเสียหายสูง
องค์ประกอบเชิงวิธีคิดที่ใช้จริง:
ระบุ asset: ข้อมูลอะไร (สุขภาพ/ภาพแผล/ประวัติยา) อยู่ที่ไหน
ระบุ threat: ข้อมูลรั่วจากอะไร (อุปกรณ์หาย, บัญชีโดนแฮก, ส่งต่อผิดคน, ผู้ดูแลเข้าถึงเกินจำเป็น)
ระบุ vulnerability: จุดอ่อน (ไม่มี MFA, ไม่มี encryption, ไม่มี audit log)
ประเมิน likelihood × impact: โอกาสเกิด × ผลกระทบ
เลือก controls ให้เหมาะระดับความเสี่ยง (เช่น MFA, access control, encryption, audit trail, consent proof)
สรุป :
Risk-based compliance คือคำตอบของคำถามที่แพทย์/เจ้าของคลินิก พบบ่อยที่สุด เกี่ยวกับเรื่องกฎระเบียบมาตรฐานต่างๆ ซึ่งก็คือ: “ทำให้ถูกกฎแค่ไหนถึงพอ?”
คำตอบจึงไม่ใช่ “ทำทุกอย่างให้สุด” แต่คือ “ทำให้พอดีกับความเสี่ยงของบริการนั้น” เช่น Live call-in = ความเสี่ยงสูงมาก → ต้องเข้มมาก หรือหลีกเลี่ยงรูปแบบนั้นไปเลย
แต่ telemedicine follow-up โรคเดิมที่ stable ในระบบปิด → คุมง่ายกว่าและ control ได้ตรงจุด
Red flags vs Eligibility: ตัวอย่างการคัดกรอง
1.Eligibility Criteria = “เกณฑ์คัดเลือกเคสที่ รับได้ ใน telemedicine” เป็นเกณฑ์ก่อนเริ่มให้บริการ เช่น
follow-up โรคเดิมที่ stable
ผู้รับบริการยืนยันตัวตนได้
มีข้อมูลพื้นฐานเพียงพอ (ประวัติ, ยาที่ใช้, โรคประจำตัว)
ไม่มีอาการที่ต้องตรวจร่างกาย/หัตถการทันที
2.Red Flags = “สัญญาณอันตรายที่ ต้องส่งต่อทันที หรือห้ามดำเนินต่อทางไกล” เป็นเกณฑ์ด้านความปลอดภัยระหว่างการคัดกรองหรือระหว่างให้บริการ เช่น
หอบเหนื่อยรุนแรง, เจ็บหน้าอก, สับสนเฉียบพลัน
อาการแพ้รุนแรง
เลือดออกมาก
ภาวะที่ต้องตรวจร่างกาย/สัญญาณชีพ/ตรวจทางห้องปฏิบัติการเร่งด่วน
สรุปสั้น ๆ:
- Eligibility = “เข้าเลนได้ไหม”
- Red flags = “เบรกทันทีแล้วส่งต่อ”
ทั้ง 2อย่างนี้เป็น “ตัวคุมความเสี่ยงคนละชั้น”
Eligibility ช่วยลดความเสี่ยงเชิงระบบ (รับเคสที่เหมาะกับทางไกล)
Red flags ช่วยลดความเสี่ยงเชิงคลินิก (กันเหตุร้ายเฉียบพลัน)
ถ้ามี Eligibility แต่ไม่มี Red flags บริการจะดูเหมือนมีระบบ แต่จริง ๆ ไม่มีเบรก
Clinical governance ความสำคัญ
Clinical governance คือ “ระบบกำกับคุณภาพและความปลอดภัยทางคลินิก” ที่ทำให้การรักษาเชื่อถือได้ วัดได้ และตรวจสอบย้อนกลับได้ค่ะ
ไม่ได้เป็นเพียงชุดเอกสารสวย ๆ ที่มีไว้ประดับคลินิก แต่เป็น โครงสร้างการรับผิดชอบ ของบริการ เช่น telemedicine
องค์ประกอบที่พบบ่อย:
มาตรฐานการดูแล (standard of care) และแนวทางปฏิบัติ (protocols)
การบันทึกเวชระเบียนที่ทำให้ตรวจสอบได้
การบริหารความเสี่ยงและเหตุไม่พึงประสงค์ (incident management)
การ audit/ทบทวนคุณภาพ (quality review)
ความสามารถในการส่งต่อ (escalation pathway)
การคุ้มครองข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของ governance ในยุคดิจิทัล)
สรุป:
Clinical governance คือสิ่งที่ทำให้ telemedicine “โตได้แบบไม่พัง” เนื่องจากในกรณีที่มีผู้รับบริการมากขึ้น ความผิดพลาดมักไม่ได้เกิดจากคุณภาพของแพทย์ แต่เกิดจาก “ระบบบริการไม่รองรับความซับซ้อน” เช่น ไม่มีบันทึก, ไม่มีเกณฑ์ส่งต่อ, ไม่มีหลักฐาน consent, ไม่มีการทบทวนเคสยาก
Compliance กับ Governance เปรียบเทียบ
Compliance = “ทำตามข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมาย/มาตรฐาน” (pass the rule)
เช่น มี consent, มีมาตรการความปลอดภัย, มีเอกสารที่กฎหมาย/หน่วยงานกำกับต้องการGovernance = “ระบบกำกับ การตัดสินใจ และความรับผิดชอบ” (run the business/service well)
คือกรอบที่ทำให้คุณคุมบริการได้ระยะยาว เช่น ใครรับผิดชอบอะไร, อนุมัติการเข้าถึงข้อมูลอย่างไร, ตรวจสอบได้ไหม, ปรับปรุงอย่างไรเมื่อเกิดเหตุ
ผลลัพธ์:
- Compliance ทำให้ “ไม่โดนปรับ/ไม่โดนร้องเรียนง่าย”
- Governance ทำให้ “บริการไม่หลุดมาตรฐานและไม่พังเมื่อขยาย”
เปรียบเทียบ:
Compliance = ใบขับขี่
Governance = ระบบเบรก, พวงมาลัย, การบำรุงรักษา และคนขับที่มีวินัย
LINE กับ ระบบบริการแพทย์: สิ่งที่ควบคุมได้จริงเชิงเทค
ข้อเท็จจริง: “การควบคุม” มีหลายชั้น
การบอกว่า “ควบคุมได้” ควรทำได้อย่างน้อย 5 ชั้น
1.Account control (คุมบัญชี)
คุณคุมได้: ตั้งรหัส, เปิด MFA, จำกัดอุปกรณ์
2.Data lifecycle control (คุมวงจรข้อมูล)
คุณต้องคุมให้ได้ว่า: เก็บอะไร, เก็บที่ไหน, นานเท่าไร, ลบอย่างไร, ส่งออกอย่างไร
3.Access control & segregation of duties (คุมสิทธิ์และการแยกหน้าที่)
ใครเห็นอะไรได้บ้าง, มีการจำกัดตาม need-to-know ไหม
4.Auditability (ตรวจสอบย้อนหลังได้)
เมื่อเกิดข้อพิพาท/ร้องเรียน คุณตอบได้ไหมว่า
- ใครเข้าถึงข้อมูลเมื่อไร
- มีการแก้ไขอะไร
- มีหลักฐาน consent เมื่อไร
- คำแนะนำแพทย์ ณ เวลานั้นคืออะไร
5.Assurance (การรับประกันเชิงสัญญา/มาตรฐาน)
ผู้ให้บริการระบบมีข้อตกลง (เช่น DPA, SLA, data processing terms) ที่พอสำหรับบริการสุขภาพไหม และคุณควบคุมความเสี่ยงผู้ให้บริการภายนอกได้แค่ไหน
LINE (ของเรา) ควบคุมได้แค่ไหน ?
คุณคุมได้ดี เพียงในชั้น “บัญชี” (Account control) ค่ะ
แต่คุณถูกจำกัดในชั้นที่เป็นหัวใจของบริการสุขภาพ เช่น
ข้อมูลเป็น ข้อความ/รูปแบบไม่เป็นโครงสร้าง ทำให้เวชระเบียนและการ audit ยาก
การบันทึก/ค้นหา/ดึงหลักฐานแบบเป็นระบบจำกัด (โดยเฉพาะเมื่อเวลาผ่านไป)
ความเสี่ยงจาก อุปกรณ์ปลายทาง: รูปถูก sync หลายเครื่อง, backup ไป cloud ส่วนตัว, screenshot, forward
คุณไม่ได้ควบคุม infrastructure และ policy ของ Line แบบเดียวกับระบบที่คุณเป็นเจ้าของ (เช่น วิธีเก็บ metadata, การเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์, เงื่อนไขการใช้งาน)
ที่สำคัญ: LINE ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็น “ระบบเวชระเบียน/ระบบบริการทางการแพทย์” โดยหลักการตั้งแต่แรก
เหตุใด “ระบบบริการทางการแพทย์” ถึงคุมได้มากกว่า
ระบบที่คุมได้จริง (ในบริบท telemedicine) มักมีลักษณะนี้:
มี patient identity และการยืนยันตัวตน
มี structured medical record (ไม่ใช่แชทลอย ๆ) และบันทึกเป็นเวชระเบียน
มี consent capture + consent proof ที่เรียกดูย้อนหลังได้
มี role-based access และกำหนดสิทธิ์ละเอียด
มี audit log ที่เชื่อถือได้
มี retention policy และการจัดการลบ/สำรอง/กู้คืน
มี export ข้อมูลได้ (portability) และไม่ติดอยู่กับแพลตฟอร์มเดียว
มี incident response ที่กำหนดได้ (บัญชีถูกแฮก/อุปกรณ์หาย) และมีหลักฐาน
ประเด็นที่พึงระวัง:
- คำว่า “คุมได้จริง” ในบริการสุขภาพที่ควรตระหนัก คือ “คุมได้ตอนมีเรื่อง”
- กรณีปกติ แชทอะไรก็ดูคุมได้หมด
แต่วันที่มีข้อร้องเรียน/คนไข้เข้าใจผิด/ข้อมูลหลุด/หรือเกิด adverse event คุณต้องมีระบบที่ “พิสูจน์” ได้ว่าอะไรเกิดขึ้น และคุณได้ทำตามมาตรฐาน
ดังนั้นแนวทางที่แข็งแรงที่สุดคือ:
ใช้ LINE OA เป็น Front Door: นัดหมาย, คัดกรอง, แจ้งเตือน, ส่งลิงก์
แล้วพาเข้าสู่ ระบบบริการแพทย์ ที่เก็บ consent + medical record + audit trail ได้จริง
นี่คือเหตุผลที่แพลตฟอร์ม qlinic.online ถูกออกแบบให้เป็น “ระบบบริการ” ส่วนแชทเป็นเพียง “ช่องทางสื่อสาร” ค่ะ





