เจาะลึกสัญญาจ้างแพทย์
Qlinic Insider Deep Dive: The Doctor Contract Strategyประเด็นที่ “ละเอียดอ่อนและอันตรายที่สุด” ในการบริหารคลินิก สำหรับผู้ประกอบการ (โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ไม่ใช่แพทย์)
การดีลกับ “คุณหมอ” ไม่เหมือนการดีลกับพนักงานทั่วไป และกฎหมายก็มองความสัมพันธ์นี้ต่างออกไป
หากพลาดตรงนี้ คุณอาจเจอ “นิติกรรมอำพราง” ที่ทำให้ ต้องจ่ายเงินชดเชยหลักล้าน หรือเจอ “แพทย์สมองไหล” จนคลินิกเจ๊งได้
1. แกะรอย 3 รูปแบบความสัมพันธ์
จ้างแรงงาน หรือ จ้างทำของ หรือ หุ้นส่วนในทางกฎหมาย ไม่ได้ดูที่ “ชื่อหัวกระดาษสัญญา” แต่ดูที่ “พฤติการณ์การทำงานจริง” (De Facto)
1. จ้างแรงงาน (Employment Contract) – แพทย์ Full-time (FT)
- หัวใจสำคัญ: มี “อำนาจบังคับบัญชา” (Control)
- ลักษณะ: แพทย์ต้องทำตามคำสั่ง, ต้องมาลงเวลาเข้า-ออกงานเป๊ะๆ, ต้องขอลากิจ/ลาป่วย, มีบทลงโทษทางวินัย (พักงาน/ตัดเงินเดือน), นายจ้างจัดหาอุปกรณ์ให้ทุกอย่าง
- ผลทางกฎหมาย: เข้าข่าย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน -> ต้องส่งประกันสังคม, ต้องจ่ายค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง (Severance Pay), มีวันหยุดพักร้อนตามกฎหมาย
2. จ้างทำของ (Hire of Work) – แพทย์ Part-time (DF)
- หัวใจสำคัญ: เน้น “ความสำเร็จของงาน” (Result) และมีความ “อิสระ” (Independence)
- ลักษณะ: คลินิกจ้างให้มารักษาคนไข้ให้หาย, แพทย์จะใช้วิธีการรักษาอย่างไรเป็นดุลยพินิจของแพทย์ (คลินิกสั่งไม่ได้), ไม่ต้องตอกบัตร (แต่มาตามนัด), ไม่มีวันลา (ถ้าไม่มาก็แค่ไม่ได้เงิน), อุปกรณ์แพทย์อาจนำมาเองบางส่วนหรือตกลงใช้ของคลินิก
- ผลทางกฎหมาย: ไม่อยู่ภายใต้กฎหมายแรงงาน -> ไม่มีประกันสังคม, เลิกจ้างไม่ต้องจ่ายชดเชย, จ่ายภาษี 40(6)
3. หุ้นส่วน (Partnership)
- หัวใจสำคัญ: “ร่วมทุน ร่วมกำไร ร่วมขาดทุน”
- ลักษณะ: แพทย์ลงเงินหรือลงแรงแลกหุ้น, รายได้มาจาก “ปันผล” (Dividend) หรือส่วนแบ่งกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
- ความเสี่ยง: ถ้าคลินิกขาดทุน แพทย์ก็ต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สินด้วย (ต่างจาก DF ที่ได้รับค่ามือแน่นอนไม่ว่าคลินิกจะกำไรหรือขาดทุน)
2. กับดัก "นิติกรรมอำพราง"
(Disguised Employment)นิยาม คือ การทำสัญญาว่าเป็น “จ้างทำของ” (เพื่อเลี่ยงประกันสังคมและค่าชดเชย) แต่ในทางปฏิบัติ มีการปฏิบัติต่อแพทย์เหมือน ความสัมพันธ์ แบบ “ลูกจ้าง”
Case Study: คดีพลิกที่คลินิกความงาม
- สถานการณ์: คลินิก A ทำสัญญา “จ้างทำของ” กับ พญ.บี (ระบุว่าเป็น Freelance) จ่ายค่าตอบแทนเป็น % DF
- พฤติกรรมจริง:
- คลินิกให้หมอเข้างาน 11.00 – 20.00 น. 6 วัน/สัปดาห์ (มีการสแกนนิ้ว)
- หมอต้องใส่ชุดยูนิฟอร์มที่มีโลโก้คลินิก
- หมอต้องขออนุมัติวันลาจากผู้จัดการร้าน
- เมื่อหมอมาสาย มีการหักเงิน
- หมอต้องทำยอดขายให้ได้ตามเป้า (KPI) ถ้าไม่ได้จะถูกตำหนิหรือลดเวร
- จุดแตกหัก: วันหนึ่งคลินิกอยากเลิกจ้าง พญ.บี เพราะยอดตก เลยบอกเลิกสัญญาดื้อๆ โดยไม่จ่ายค่าชดเชย (อ้างว่าเป็น Freelance)
- คำตัดสินศาลแรงงาน: ศาลดูพฤติกรรม 1-5 แล้วฟันธงว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง” ความจริงคือ “จ้างแรงงาน”
- บทลงโทษ: คลินิกต้องจ่าย:
- ค่าชดเชยเลิกจ้าง (ตามอายุงาน เช่น ทำมา 3 ปี จ่าย 6 เดือน)
- ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า (ตกใจ)
- เงินสมทบประกันสังคมย้อนหลัง + ค่าปรับ
- ดอกเบี้ยผิดนัด 15% ต่อปี
3. คลินิกควรทำสัญญาจ้างแพทย์แบบไหนดี?
เปรียบเทียบความแตกต่างของการจ้างหัวข้อ | แพทย์ Full-time (จ้างแรงงาน) | แพทย์ Part-time (จ้างทำของ) |
ความมั่นคงของคลินิก | สูง (หมออยู่ประจำ สร้างฐานลูกค้าได้) | ต่ำ (หมออาจย้ายไปคลินิกอื่นได้ตลอด) |
ต้นทุน (Fixed Cost) | สูง (ต้องการันตีเงินเดือน + ประกันสังคม + สวัสดิการ) | ต่ำ (จ่ายตามเคส Pay-per-use) |
อำนาจการสั่งการ | สั่งได้ คุมได้ กำหนดทิศทางได้ | สั่งไม่ได้มาก (ต้องให้เกียรติในฐานะ Partner) |
ความเสี่ยงกฎหมาย | เสี่ยงเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรม | เสี่ยงเรื่องนิติกรรมอำพราง |
Qlinic Recommendation:
- ช่วงเปิดใหม่ (0-1 ปี): ใช้ Part-time (จ้างทำของ) 100% เพื่อ Save Cost ไม่แบกภาระ Fixed Cost
- ช่วงเติบโต (Scale Up): ต้องมี Full-time (จ้างแรงงาน) อย่างน้อย 1 คน (อาจจะเป็นตัวคุณเองหรือหุ้นส่วนแพทย์) เพื่อเป็น Core Doctor ดูแลมาตรฐาน ส่วนที่เหลือใช้ Part-time มาเสริมช่วง Peak
- กรณีเจ้าของไม่ใช่หมอ: ควรจ้าง Medical Director (FT) 1 คน เพื่อดูแลหมอ Part-time ลดปัญหาการสื่อสาร
4. คู่มือ "เจ้าของคลินิกที่ไม่ใช่แพทย์"
(Non-Medical Owner Survival Guide)การบริหารแพทย์ คือศิลปะขั้นสูง ยิ่งคุณไม่ใช่หมอ คุณยิ่งต้องมี “ระบบ” เพื่อช่วยจัดการ
A. การป้องกันนิติกรรมอำพราง (Compliance)
- สัญญาต้องชัด: ในสัญญาจ้างทำของ ห้ามระบุเรื่อง “การลงโทษวินัย”, “สวัสดิการ”, “วันลา”
- เปลี่ยนวิธีเรียก: อย่าเรียก “เงินเดือน” ให้เรียก “ค่าตอบแทนวิชาชีพ”
- ความอิสระ: หากแพทย์ขอสลับเวร หรือขอหยุด ต้องอนุญาตให้ทำได้ง่าย (เพราะเขาไม่ใช่ลูกจ้าง) แค่หาคนแทนให้ได้ก็พอ
B. การป้องกันการทุจริต (Fraud Prevention)
หากเจ้าของไม่รู้เรื่องยา ไม่รู้เรื่องหัตถการ จะถูกเอาเปรียบยังไงได้บ้าง?
- หมอใช้ยาตัวเอง: เช่นการนำ Botox/Filler หิ้ว มาฉีดให้ผู้รับบริการ แล้วเก็บเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง 100% โดยคลินิกเสียค่าที่ฟรี
- วิธีแก้: ระบบ Inventory ตัดสต็อก Real-time ทุกเคสที่จบต้องมีการตัดยา และต้องมีการนับสต็อก (Physical Count) สัปดาห์ละครั้งเทียบกับยอดขาย
- หมอดึงคนไข้ (Patient Siphoning): แจกนามบัตร หรือแอดไลน์ส่วนตัวคนไข้ เพื่อดึงไปรักษาที่คลินิกอื่น
- วิธีแก้: สัญญาต้องมีข้อ Non-Solicitation (ห้ามดึงลูกค้า) แม้ Non-Compete (ห้ามไปทำคู่แข่ง) จะบังคับยาก แต่ห้ามดึงลูกค้าเก่านั้นฟ้องได้จริง และควรให้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์เป็นคนปิดการขาย และเก็บ Contact ลูกค้า ไม่ใช่หมอ
C. การบริหารความสัมพันธ์ (Retention Strategy)
เหตุใดหมอถึง ย้าย/ลาออก? นอกจากเรื่องค่าตอบแทน ยังมีเรื่อง “ความสะดวก” และ “ความเคารพ”
- ระบบที่ช้า: หมอไม่ชอบ Flow ที่ต้องให้รอนาน เช่น รอเรียกคิว รอหยิบยา รอกระดาษ หากคลินิกคุณใช้ระบบ Digital ที่หมอกดสั่งยาปุ๊บ เด้งไปห้องยาปั๊บ จบเคสไว งานไหลลื่น แบบต่อเนื่อง เขาจะชอบมาก
- Equipment Support: เครื่องมือต้องพร้อม ไม่เสียบ่อย ผู้ช่วยต้องเก่ง (รู้ใจหมอ)
- Give Respect: ห้าม “สอน” ต่อหน้าบุคคลอื่น หากจะคุยเรื่องยอดขายหรือบริการ ให้คุยส่วนตัว หรือให้ Medical Director เป็นคนคุย
D. การรับมือ “ความขัดแย้ง” (Conflict Management)
- ปัญหา: หมอเก่าหวงเคส ไม่ยอมส่งต่อให้หมอใหม่, หมอใหม่แย่งลูกค้าหมอเก่า
- วิธีแก้: ใช้ “กฎการกระจายเคส” (Case Allocation Rule) ที่เป็นธรรม โดยกำหนดไว้ในระบบ Software เช่น วนคิว หรือจ่ายตามความเชี่ยวชาญ (Specialty) เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกเหลื่อมล้ำ
5. บทสรุป
สัญญาจ้างแพทย์: จ้างทำของ หรือ จ้างแรงงาน และกับดักนิติกรรมอำพรางเลือกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของคลินิก ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของคลินิกพลาดไปติดกับดักนิติกรรมอำพราง
สำหรับเจ้าของที่ไม่ใช่แพทย์… “ระบบคือนาย แพทย์คือพาร์ทเนอร์”
อย่าปกครองแพทย์ด้วย “อำนาจ” แต่ให้ปกครองด้วย “ความมืออาชีพและระบบที่โปร่งใส”
เมื่อแพทย์รู้สึกว่าทำงานที่นี่แล้ว “สะดวก ปลอดภัย ได้เงินตรงเวลา และไม่ถูกเอาเปรียบ” เขาอาจจะพิจารณาอยู่กับคุณนานขึ้น
- Tags:
- จ้างแพทย์
- กฎหมายแรงงาน





