เมื่อคลินิก เจอ ไวรัสเรียกค่าไถ่ Ransomware
เมื่อคอมฯ คลินิกถูกล็อกเรียกค่าไถ่: บทเรียนราคา 1,000 เหรียญ และทางออกเมื่อคุณไม่มีไฟล์สำรอง🙅🏻♀️ เรื่องจริงที่ไม่อยากให้เกิด
มีเพื่อนของเพื่อนคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของคลินิก ทักมาด้วยน้ำเสียงร้อนใจ… ทุกอย่างในคลินิกดูปกติดี จนกระทั่งคลิกลิงก์หนึ่ง แล้วหน้าจอก็เปลี่ยนเป็นสีดำพร้อมข้อความสีแดงเตือนว่า “FILES ENCRYPTED” (ไฟล์ของคุณถูกเข้ารหัสแล้ว)
โจรไซเบอร์เรียกค่าไถ่ 1,000 USD (ประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท) เพื่อแลกกับกุญแจปลดล็อก
แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเงิน 1,000 เหรียญ คือความจริงที่ว่า “คลินิกไม่ได้สำรองข้อมูล (Backup) ไว้ที่อื่นเลย”
ประวัติคนไข้ รายการยา นัดหมาย ยอดขาย… หายวับไปกับตา เหมือนไฟไหม้ห้องเก็บเอกสารแต่ตัวตึกยังอยู่ ผลลัพธ์คือต้องระดมพนักงานมานั่งคีย์ข้อมูลใหม่จากกระดาษเวชระเบียนที่พอจะหาได้ นับหนึ่งใหม่ทั้งน้ำตา
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่ความผิดของคุณหมอที่ไม่ค่อยได้สนใจเรื่องไอที แต่มันสะท้อนให้เราพบว่า “ระบบการเก็บข้อมูลแบบเดิม” ที่ฝากชีวิตไว้กับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว อาจจะไม่เพียงพอสำหรับโลกยุคปัจจุบันอีกแล้ว
📌 ถ้าคุณเจอไวรัสเรียกค่าไถ่... ต้องทำอย่างไร?
Crisis Managementหากคุณ (หรือเพื่อนหมอของคุณ) กำลังเจอปัญหานี้อยู่ เจอหน้าจอแบบเดียวกัน ไวรัสเรียกค่าไถ่ Ransomware
ขอให้ตั้งสติ และวางมือจากคีย์บอร์ดค่ะ นี่คือ 5 สิ่งที่ต้องทำทันที เพื่อลดความเสียหาย:
ตัดการเชื่อมต่อทันที (Disconnect): ดึงสายแลน (LAN) ออก หรือปิด Wi-Fi เดี๋ยวนี้ เพื่อไม่ให้ไวรัสลามไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นในคลินิก
อย่าเพิ่งโอนเงินเด็ดขาด (Don’t Pay): แม้ 1,000 เหรียญจะดูเป็นเงินที่จ่ายได้เพื่อแลกกับข้อมูลสำคัญ แต่ ไม่มีอะไรการันตี ว่าโจรจะส่งกุญแจมาให้ หรือส่งมาแล้วไฟล์จะกลับมาสมบูรณ์ การจ่ายเงินอาจทำให้คุณถูกเพ่งเล็งว่าเป็น “เหยื่อที่ยอมจ่าย” และอาจโดนซ้ำอีกในอนาคต
เก็บหลักฐาน: ถ่ายรูปหน้าจอที่ขึ้นข้อความเรียกค่าไถ่ เก็บไว้เป็นหลักฐานเผื่อต้องใช้แจ้งความ
เช็กความหวังสุดท้ายที่ No More Ransom: ลองนำไฟล์ที่ติดไวรัสไปตรวจสอบที่เว็บไซต์ No More Ransom (โครงการของตำรวจสากล) เผื่อว่าเป็นไวรัสตัวเก่าที่มีกุญแจแจกฟรี (แต่ต้องทำใจเผื่อไว้ว่า ไวรัสตัวใหม่ๆ มักจะยังแก้ไม่ได้)
ยอมรับความจริงแล้ว Move on: หากตรวจสอบแล้วว่ากู้ไม่ได้ การตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดคือการ Format เครื่องลง Windows ใหม่ แล้วเริ่มระบบใหม่ทันที ยิ่งยื้อเวลานาน ธุรกิจยิ่งเสียหายค่ะ
URL ของเว็บไซต์ No More Ransom คือ: https://www.nomoreransom.org/
เว็บไซต์นี้เป็นโครงการความร่วมมือระดับโลกของ ตำรวจสากล (Europol), ตำรวจดัตช์, McAfee และ Kaspersky เชื่อถือได้ 100%
ในเว็บจะมีฟังก์ชันให้ อัปโหลดไฟล์ที่ถูกล็อก (Upload encrypted files) เพื่อเช็กว่ามีกุญแจแก้ฟรีหรือไม่
⚖️ มากกว่าข้อมูลหาย คือ "เสี่ยงผิดกฎหมาย PDPA"
กฎหมาย (PDPA)หลายคนอาจคิดว่าแค่ข้อมูลหาย เริ่มทำใหม่ก็แล้วกัน… แต่ในยุคนี้ การถูก Ransomware โจมตี มีความหมายเท่ากับ “ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล” (Data Breach)
ตามกฎหมาย PDPA ข้อมูลสุขภาพถือเป็น ข้อมูลอ่อนไหว (Sensitive Data) หากคลินิกไม่สามารถรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ จนถูกเข้าถึงโดยผู้ไม่หวังดี (Hacker):
โทษทางปกครอง: อาจโดนปรับสูงสุดหลักล้านบาท หากพิสูจน์ได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยของคลินิก “หละหลวม” เกินไป
ความน่าเชื่อถือ: หากต้องประกาศแจ้งผู้รับบริการว่า “ข้อมูลหลุด” ความเชื่อมั่นที่สะสมมาหลายสิบปีอาจพังทลายในคืนเดียว
การมีระบบจัดเก็บข้อมูลที่ได้มาตรฐาน (เช่น การเข้ารหัสข้อมูลบน Cloud) จึงไม่ใช่แค่ความสะดวกสบาย แต่คือ “เกราะป้องกันทางกฎหมาย” ที่ช่วยยืนยันว่าคลินิกได้ทำหน้าที่ผู้ดูแลข้อมูลอย่างดีที่สุดแล้ว (Due Diligence) ถ้าต้องเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นจริงๆ
🩺 เช็คด่วน คลินิกเสี่ยง "ระดับวิกฤต" หรือไม่?
ตรวจสุขภาพคลินิกลองสำรวจพฤติกรรมการใช้งานคอมพิวเตอร์ในคลินิกของคุณดูนะคะ ว่ามีข้อไหนตรงกับรายการนี้หรือไม่?
🔲 ใช้ Windows รุ่นเก่า ไม่ได้อัปเดต หรือไม่มี Antivirus
🔲 Password สาธารณะ: แปะรหัสผ่านเข้าเครื่องไว้ที่หน้าจอ หรือใช้รหัสง่ายๆ เช่น 123456 ที่พนักงานทุกคนรู้กันหมด
🔲 Flash Drive มรณะ: อนุญาตให้พนักงานนำ Flash Drive ส่วนตัวมาเสียบเพื่อฟังเพลงหรือเซฟงานกลับบ้าน (นี่คือพาหะนำเชื้อชั้นดี)
🔲 อีเมลปนกันมั่ว: ใช้อีเมลคลินิกในการสมัครเว็บช้อปปิ้ง หรือพนักงานเปิดอีเมลส่วนตัวดูหนังฟังเพลงในเครื่องเดียวกับที่เก็บประวัติคนไข้
🔲 ใช้คอมฯ เครื่องที่เก็บข้อมูล มาตอบแชทลูกค้า (Line/Messenger): ข้อนี้อันตรายที่สุด! หลายคลินิกลงโปรแกรม Line บน PC เครื่องเดียวกับที่เก็บประวัติคนไข้ เพื่อความสะดวกในการรับส่งภาพอาการหรือสลิปโอนเงิน แฮกเกอร์สมัยใหม่มักแฝง Script ไวรัสมาในรูปภาพหรือไฟล์ PDF ปลอมทางแชท แค่กดดูรูป… เครื่องก็ติดไวรัสได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านอีเมล
🔲 เปิดช่องทาง Remote ทิ้งไว้ (AnyDesk/TeamViewer): บางคลินิกให้ช่างไอทีลงโปรแกรมรีโมทติดเครื่องไว้เพื่อความสะดวกเวลาซ่อม แล้วลืมปิด หรือตั้งรหัสผ่านง่ายๆ แฮกเกอร์มีบอทที่คอยสแกนหาเครื่องที่เปิดพอร์ตเหล่านี้ทิ้งไว้ตลอด 24 ชม. นี่คือการเปิดประตูหลังบ้านทิ้งไว้ชัดๆ
🔲 ใช้ User “Administrator” ทำงานทั่วไป: พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ ล็อกอินเข้าคอมฯ ด้วยบัญชี Admin ที่มีสิทธิ์สูงสุดตลอดเวลา ทำให้เมื่อเผลอคลิกลิงก์พลาด ไวรัสจะได้รับสิทธิ์ “ยึดเครื่อง” ทันที (ควรแยก User ธรรมดาสำหรับการใช้งานทั่วไป)
🔲 วง Wi-Fi เดียวกันทั้งตึก: ให้รหัส Wi-Fi คนไข้ เป็นวงเดียวกับที่เครื่อง Server ใช้งานอยู่ (Network Sharing) คนร้ายอาจแฝงตัวมาในคราบคนไข้ นั่งรอคิวแล้วใช้มือถือเจาะเข้า Server ของคุณผ่าน Wi-Fi ได้ง่ายๆ
หากคุณติ๊กถูกแม้แต่ข้อเดียว… คลินิกของคุณกำลังเปิดประตูต้อนรับแฮกเกอร์อยู่ค่ะ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคือด่านแรก แต่การเปลี่ยนมาใช้ System ที่ปิดกั้นความเสี่ยงเหล่านี้โดยอัตโนมัติ (เช่น ระบบที่ไม่ต้องพึ่งพา Windows เก่าๆ หรือจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลได้) คือทางแก้ที่ยั่งยืนกว่า
🛠️ ทำไมต้องรอให้วัวหายแล้วล้อมคอก?
Prevention & Solutionเหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า “ข้อมูลคนไข้ คือหัวใจของคลินิก” และคอมพิวเตอร์ทั่วไป (On-Premise) ก็เปราะบางเกินกว่าจะแบกรับความเสี่ยงนี้ไว้เพียงลำพัง
ในวงการ Med Tech สมัยใหม่ เราจึงแนะนำให้คลินิกเปลี่ยนมาใช้ระบบบริหารงานบน Cloud อย่างเต็มรูปแบบค่ะ เพราะหน้าที่รักษาคนไข้คือหน้าที่หมอ ส่วนหน้าที่รักษาความปลอดภัยข้อมูล ควรเป็นหน้าที่ของผู้ดูแลระบบมืออาชีพ
ที่ Qlinic.online เราออกแบบระบบหลังบ้านโดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล เพื่ออุดรอยรั่วที่คลินิกแบบดั้งเดิมมักพลาด:
Automated Off-site Backup: ข้อมูลไม่ได้อยู่ในคอมฯ คลินิก ต่อให้คอมฯ ที่คลินิกพัง ไฟไหม้ หรือโดนขโมย ข้อมูลก็ยังปลอดภัยอยู่บน Cloud Server เข้าใช้งานจากเครื่องอื่นได้ทันที
Redundancy (สำรองข้อมูลข้ามพื้นที่): เราไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ที่เดียว แต่มีการสำรองข้อมูลไว้ 2 สถานที่ที่แตกต่างกัน (Geographically Separated) หาก Server ตัวหลักมีปัญหา ระบบสำรองจะทำงานแทนทันที ข้อมูลไม่มีวันสูญหาย
Data Encryption: ข้อมูลคนไข้จะถูกเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทาง ปลอดภัยจากการดักจับข้อมูล
💡 คำแนะนำสำหรับคลินิกที่ยังใช้ระบบเดิม
Tipsหากคุณยังไม่พร้อมเปลี่ยนระบบบริหารจัดการคลินิก ขอให้เริ่มทำสิ่งนี้ตั้งแต่วันนี้ค่ะ:
แยกเครื่อง “เล่น” ออกจากเครื่อง “งาน”: เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เก็บข้อมูลคนไข้ (Server) ต้องห้ามติดตั้ง Line PC, Facebook หรือเปิดอีเมลส่วนตัวเด็ดขาด หากจำเป็นต้องตอบแชทลูกค้า ให้ใช้ Tablet/มือถือ หรือแยกคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดอีกเครื่องไว้สำหรับงานธุรการและตอบแชทโดยเฉพาะ เพื่อตัดวงจรไวรัสไม่ให้วิ่งเข้าหาฐานข้อมูล
ปิดประตูหลังบ้าน (Remote Software): หากมีการใช้ TeamViewer หรือ AnyDesk ให้ช่างเข้ามาซ่อม ต้อง Uninstall หรือ Quit โปรแกรมออกทันทีเมื่อใช้งานเสร็จ ห้ามเปิด Standby ทิ้งไว้ และควรตั้งค่าให้เปลี่ยนรหัสผ่านทุกครั้งที่มีการเชื่อมต่อใหม่
แยกวง Wi-Fi คนไข้ ออกจากระบบคลินิก (Guest Network): อย่าให้คนไข้ใช้ Wi-Fi ชื่อเดียวและรหัสเดียวกับที่หมอใช้เชื่อมต่อข้อมูล เข้าไปตั้งค่า Router (หรือแจ้งผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) ให้เปิดฟังก์ชัน “Guest Network” สำหรับคนไข้ เพื่อแยกท่อส่งข้อมูลออกจากกันอย่างเด็ดขาด ป้องกันผู้ไม่หวังดีเจาะเข้ามาในวงแลน
ใช้ User ธรรมดาทำงานแทน Admin: สร้าง User ใหม่ในคอมพิวเตอร์แบบ “Standard User” ให้พนักงานใช้ทำงานทั่วไป เพราะ User ประเภทนี้จะไม่มีสิทธิ์ติดตั้งโปรแกรมเอง หากพนักงานเผลอไปกดลิงก์ไวรัส ตัวไวรัสจะติดตั้งตัวเองไม่ได้เพราะไม่มีสิทธิ์ Admin เป็นการตัดไฟแต่ต้นลมที่ได้ผลดีมาก
ใช้กฎ Backup 3-2-1: มีข้อมูล 3 ชุด / เก็บในสื่อ 2 ประเภท (เช่น ในคอมฯ และ External HDD) / และ 1 ชุดต้องเก็บไว้นอกสถานที่ (Off-site) หรือบน Cloud (เช่น Google Drive) เพื่อกันไวรัสที่ลามในวงแลน
อัปเดต Windows และ Antivirus สม่ำเสมอ: อย่าละเลยการแจ้งเตือนให้อัปเดต เพราะนั่นคือการอุดช่องโหว่ที่โจรใช้เจาะเข้ามา
ใช้ รหัสผ่านที่เข้มแข็ง คาดเดาได้ยาก
เครื่องที่ใช้เก็บข้อมูลสำคัญ ต้องปิดการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก
🛡️ บทสรุป ไวรัสเรียกค่าไถ่ Ransomware
โจรเรียกค่าไถ่ยุคนี้1,000 เหรียญอาจเป็นค่าไถ่ที่แลกข้อมูลคืนมาไม่ได้ แต่ การลงทุนเลือกใช้ระบบบริหารคลินิกที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณหมอมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น “ประวัติคนไข้จะอยู่คู่คลินิกตลอดไป”
เป็นกำลังใจให้ทุกคลินิกค่ะ Qlinic Insider – เพื่อนคู่คิดธุรกิจสุขภาพ





