กฎหมาย PDPA คลินิก 2569, PDPA มาตรา 26, Sensitive Data คือ, PDPA กับ HIPAA ข้อแตกต่าง, มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพ, โทษ PDPA แพทย์, Medical Data Privacy Thailand

เจาะลึก PDPA กับ HIPAA 2026

The Data Privacy Showdown: A Strategic Guide for Modern Clinics

ในปี 2026 ข้อมูลคนไข้ไม่ได้เป็นเพียงกระดาษในแฟ้มอีกต่อไป แต่มันคือ “Digital Asset” ที่มีค่ามหาศาล และในขณะเดียวกันก็เป็น “Toxic Waste” ที่ถ้าจัดการไม่ดี มันอาจจะย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจของคุณได้เช่นกัน

2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกฎหมายข้อมูล อันได้แก่  PDPA (ของไทย) และ HIPAA (ของอเมริกา)

หลายคนอาจคิดว่า “เราอยู่ไทย ทำตามมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพ PDPA ก็พอแล้ว” … แต่ ความคิดนั้นอาจทำให้คุณเสียโอกาสทางธุรกิจมหาศาล โดยเฉพาะหากคุณฝันจะจับตลาด Medical Tourism หรือคนไข้ระดับ High-end

ข้อมูลคือทองคำ หรือ กัมมันตภาพรังสี?

ในโลกยุค Digital Health 2026 เวชระเบียน (Medical Record) 1 ชุด มีมูลค่าในตลาดมืดสูงกว่าข้อมูลบัตรเครดิตถึง 10-20 เท่า เพราะข้อมูลบัตรเครดิตเปลี่ยนใหม่ได้ แต่ประวัติการเจ็บป่วย พันธุกรรม และข้อมูลสุขภาพ เปลี่ยนไม่ได้ติดตัวไปจนตาย

คลินิกในฐานะ “ผู้ควบคุมข้อมูล” (Data Controller) จึงเปรียบเสมือนผู้ดูแลคลังสมบัติที่มีโจรจ้องจะปล้นตลอดเวลา กฎหมาย PDPA กับ HIPAA จึงถูกสร้างขึ้นมาเป็น “กำแพง” ป้องกันสิ่งเหล่านี้

คำถามคือ… กำแพงชั้นเดียวพอไหม? หรือต้องสร้างสองชั้น?

1. กฎหมาย PDPA คลินิก ที่ต้องทำ

(The Mandatory Law)

พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น “กฎหมายบังคับ” สำหรับทุกคลินิกในราชอาณาจักรไทย ไม่ว่าคุณจะเป็นคลินิกเดี่ยวเล็กๆ หรือเครือข่ายความงามขนาดใหญ่

1.1 สาระสำคัญของ PDPA คลินิก ที่แพทย์ต้องรู้

PDPA มีหลักการพื้นฐานอยู่บน “ความยินยอม” (Consent-based) และ “ความโปร่งใส” (Transparency) โดยมีหลักการสำคัญ 5 ข้อที่คลินิกต้องแม่น:

  1. Consent (การขอความยินยอม): ต้องขอ “ก่อน” หรือ “ขณะ” เก็บข้อมูล และต้องแยกส่วนชัดเจน (เช่น ยินยอมให้รักษา กับ ยินยอมให้ทำการตลาด ต้องแยกติ๊กคนละช่อง ห้ามมัดมือชก)
  2. Purpose Limitation (จำกัดวัตถุประสงค์): เก็บเพื่อรักษา ก็ใช้ได้แค่เพื่อรักษา จะแอบเอาเบอร์ไปให้เซลล์โทรขายคอร์สไม่ได้ ถ้าไม่ได้ขอไว้
  3. Data Minimization (เก็บเท่าที่จำเป็น): อย่าเก็บข้อมูลเผื่อ เช่น มาทำฟัน ไม่จำเป็นต้องขอข้อมูลรายได้ หรือศาสนา ถ้าไม่เกี่ยวกับการรักษา
  4. Security (ความมั่นคงปลอดภัย): ต้องมีระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล (ทั้ง Paper และ Digital)
  5. Data Subject Rights (สิทธิเจ้าของข้อมูล): ผู้รับบริการมีสิทธิขอเข้าถึง, ขอแก้, ขอระงับ, หรือขอถอนความยินยอม

1.2 เจาะลึก มาตรา 26: Sensitive Data คือ

“หัวใจ” ของ PDPA ในวงการแพทย์ ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลทั่วไป (ชื่อ, เบอร์โทร, ที่อยู่) อยู่ในมาตรา 24 ซึ่งขอยกเว้น consent ได้บ้างถ้ามีเหตุผลทางสัญญา

แต่ ข้อมูลสุขภาพ (Health Data), ประวัติอาชญากรรม, เชื้อชาติ, ศาสนา, ข้อมูลพันธุกรรม, และข้อมูลชีวภาพ (Biometric) ถูกจัดเป็น “ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว” (Sensitive Personal Data) ตามมาตรา 26

กฎเหล็กของมาตรา 26:

  • ต้องขอความยินยอมโดยชัดแจ้ง (Explicit Consent): เท่านั้น! จะเหมาว่า “เดินเข้าคลินิกแปลว่ายอมแล้ว” (Implied Consent) ไม่ได้ คุณต้องมีเอกสารหรือระบบให้ผู้รับบริการ “ติ๊ก” หรือ “เซ็น” ว่ายินยอมให้เก็บข้อมูลสุขภาพ
  • ข้อยกเว้น (ที่ใช้ได้จริงในคลินิก):
    • เพื่อป้องกันระงับอันตรายต่อชีวิต: คนไข้หมดสติมา เลือดออกรุนแรง หมอรักษาได้เลยไม่ต้องรอเซ็น PDPA
    • การวินิจฉัยโรคและการรักษาตามกฎหมาย: หากคุณเป็นสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาต คุณมีสิทธิ์เก็บข้อมูลเพื่อการรักษา “ตามความจำเป็น” ของมาตรฐานวิชาชีพ
    • ประโยชน์สาธารณะ: เช่น การควบคุมโรคติดต่อร้ายแรง

Expert Warning: ส่วนที่ต้องระวัง คือ “คลินิกความงาม” หรือ “Wellness” เช่น การฉีดโบท็อกซ์ หรือ Drip Vitamin อาจถูกตีความว่าไม่ใช่ “ความจำเป็นพื้นฐานในการรักษาโรค” (Essential Health Care) แต่เป็น “ความพึงพอใจ” (Elective Procedure) ดังนั้น Explicit Consent จึงสำคัญที่สุด ห้ามละเลยเด็ดขาด

2. HIPAA คืออะไร

มาตรฐานทองคำระดับโลก (The Global Gold Standard)

HIPAA (Health Insurance Portability and Accountability Act) เป็นกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 1996 แม้จะเป็นกฎหมายต่างชาติ แต่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็น “มาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลสุขภาพที่เข้มงวดที่สุด”

สาระสำคัญของ HIPAA (Privacy Rule & Security Rule)

HIPAA ไม่ได้เน้นแค่ “ขออนุญาต” แบบ PDPA แต่เน้นหนักเรื่อง “ระบบความปลอดภัยทางเทคนิค” แบ่งเป็น 2 กฎหลัก:

  1. Privacy Rule (กฎความเป็นส่วนตัว): กำหนดว่าใครบ้างที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลสุขภาพ (PHI – Protected Health Information) แพทย์ พยาบาล ประกันภัย เข้าถึงได้เท่าที่จำเป็น
  2. Security Rule (กฎความมั่นคงปลอดภัย): เป็นส่วนที่เกี่ยวกับ IT และ Software โดยตรง ซึ่งเข้มข้นกว่า PDPA มาก กำหนดมาตรฐาน 3 ด้าน:
    1. Administrative Safeguards: ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัย (Security Officer), มีการอบรมพนักงาน
    2. Physical Safeguards: ห้องเก็บ Server ต้องล็อก, หน้าจอคอมต้องมี Privacy Screen, กล้องวงจรปิดในจุดเก็บข้อมูล
    3. Technical Safeguards (โหดที่สุด):
      • Access Control: ทุกคนต้องมี ID/Password แยกกัน ห้ามใช้ User กลาง (เช่น User: Doctor1 ห้ามใช้ร่วมกัน)
      • Audit Controls: ระบบต้องบันทึก Log ทุกการกระทำ ใครเปิดไฟล์นี้ เวลาไหน ดูนานเท่าไหร่ (PDPA แค่บอกให้มี แต่ HIPAA บอกละเอียดว่าต้องมีอะไรบ้าง)
      • Encryption: ข้อมูลต้องถูกเข้ารหัสขั้นสูง ทั้งขณะส่ง (In Transit) และขณะเก็บ (At Rest)
      • Automatic Logoff: จอต้องดับเองเมื่อไม่มีคนอยู่หน้าจอ

3. PDPA กับ HIPAA

เหมือนหรือต่าง อย่างไร?

การเข้าใจความแตกต่าง จะช่วยให้คุณเลือกใช้ Software และวางมาตรการในคลินิกได้ถูกต้อง

ตารางเปรียบเทียบเชิงลึก:

ประเด็น

PDPA (ไทย / แนวทางยุโรป GDPR)

HIPAA (อเมริกา)

ปรัชญาหลัก

เน้น “สิทธิของเจ้าของข้อมูล” (Consent & Rights)

เน้น “ความรับผิดชอบของผู้ดูแล” (Custodianship & Security)

การบังคับใช้

บังคับใช้กับข้อมูลส่วนบุคคล “ทุกประเภท” (รวมถึงสุขภาพ)

บังคับใช้เฉพาะ “ข้อมูลสุขภาพ” (PHI) เท่านั้น

Consent

ต้องขอ Consent เกือบทุกกรณี (Explicit Consent)

ไม่ต้องขอ Consent ในการรักษา/เบิกจ่าย/ดำเนินงาน (Treatment, Payment, Operations – TPO) แต่ต้องแจ้งให้ทราบ (Notice of Privacy Practices)

สิทธิผู้ป่วย

มีสิทธิ์ขอ “ลบ” ข้อมูล (Right to be Forgotten) แต่เวชระเบียนอาจลบไม่ได้เนื่องจากติด พรบ.สถานพยาบาล

ไม่มีสิทธิ์ขอลบข้อมูลทางการแพทย์ (เพื่อความสมบูรณ์ของประวัติการรักษา)

มาตรฐาน IT

กำหนดกว้างๆ ว่า “ต้องมีมาตรการที่เหมาะสม”

กำหนด “สเปกทางเทคนิค” ชัดเจน (Encryption, Audit Log, Disaster Recovery)

การแจ้งเหตุรั่วไหล

ต้องแจ้งคณะกรรมการฯ ภายใน 72 ชั่วโมง

ต้องแจ้งภายใน 60 วัน (และต้องแจ้งสื่อมวลชนถ้ากระทบ > 500 คน)

ข้อแตกต่าง PDPA กับ HIPAA

  • PDPA จุกจิกเรื่องเอกสาร: ต้องมีแบบฟอร์มให้เซ็นเยอะมาก
  • HIPAA จุกจิกเรื่องระบบ: ต้องมีระบบ IT ที่แข็งแกร่งมาก
  • ความขัดแย้งที่น่าสนใจ: HIPAA อนุญาตให้แชร์ข้อมูลระหว่างหมอเพื่อการรักษาได้เลย (ถือเป็น TPO) โดยไม่ต้องถามคนไข้ทุกครั้งเพื่อให้งานเดินเร็ว แต่ PDPA มองว่าการส่งต่อข้อมูล (กรณีข้ามบริษัท) อาจต้องดูฐานกฎหมายเพิ่มเติม หรือขอ Consent เพื่อความชัดเจน

4. กับดัก Medical Tourism

เมื่อคลินิกไทย รับลูกค้าอินเตอร์

ประเด็นที่เจ้าของคลินิก 80% มองข้าม คือ “เราอยู่เมืองไทย กฎหมายอเมริกาทำอะไรไม่ได้?”
ใช่ แน่นอนว่า กฎหมายทำไม่ได้ แต่กระทบ “ธุรกิจ”

4.1 ผลกระทบของการ “ไม่ปฏิบัติตาม HIPAA” เมื่อรับลูกค้าต่างชาติ

  1. การเบิกจ่ายประกันภัย (Insurance Claim):
    • บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ (Cigna, Aetna, Allianz, Blue Cross) ที่ดูแล Expats หรือนักท่องเที่ยว มักมีข้อกำหนดในสัญญาคู่ค้า (Service Provider Agreement) ว่าสถานพยาบาลต้องมีมาตรฐานการจัดการข้อมูลเทียบเท่าสากล
    • หากใช้ระบบเวชระเบียนที่ไม่ได้มาตรฐาน (เช่น เก็บใน Excel หรือโปรแกรมเถื่อน) แล้วประกันตรวจสอบพบ เขาอาจปฏิเสธการจ่ายเงิน (Claim Denial) หรือยกเลิกสัญญาการเป็นคู่สัญญา (Delisting) เพราะถือว่ามีความเสี่ยงสูง
  2. ความเชื่อมั่น (Trust & Reputation):
    • ลูกค้าชาวตะวันตก (US, EU) ซีเรียสเรื่อง Privacy มาก หากเขารู้ว่าคุณส่งผล Lab ทาง LINE หรือคุยเรื่องอาการป่วยผ่าน Facebook Messenger เขาจะมองว่าคุณ “Unprofessional” ทันที
    • ในทางกลับกัน หากหน้าเว็บคุณแปะตรา “HIPAA Compliant System” มันคือแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าเกรด A ชั้นดี
  3. การใช้ Software/Platform ของสหรัฐฯ:
    • หากคุณใช้เครื่องมือแพทย์ หรือ Platform Telemedicine จากอเมริกา (เช่น Zoom for Healthcare) คุณต้องเซ็นสัญญา BAA (Business Associate Agreement) ซึ่งบังคับให้คุณต้องทำตาม HIPAA โดยอัตโนมัติ หากละเมิด จะเป็นการผิดสัญญาทางแพ่งกับบริษัทเจ้าของ Software ทันที

4.2 สรุป: ต้องทำทั้งคู่ไหม?

  • คลินิกท้องถิ่น (รับคนไทย 100%): ทำ PDPA ให้เคร่งครัด ถือว่าผ่านตามกฎหมายไทย
  • คลินิกอินเตอร์ / ความงามไฮเอนด์ / รับ Expats: ต้องทำ PDPA (เพื่อกฎหมาย) + HIPAA (เพื่อมาตรฐานและธุรกิจ) เรียกว่า “Hybrid Compliance” คือใช้ระบบ IT ระดับ HIPAA แต่ใช้เอกสาร Consent ระดับ PDPA

5. บทสรุป: PDPA กับ HIPAA

การเลือกอาวุธในสงครามข้อมูล

การบริหารจัดการข้อมูลในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป การโดนฟ้องร้องเรื่องข้อมูลรั่วไหล 1 ครั้ง อาจสร้างความเสียหายมากกว่ารายได้ที่ทำมาทั้งปี (ค่าปรับ PDPA สูงสุด 5 ล้านบาท + ค่าเสียหายทางแพ่งที่ศาลอาจสั่งจ่ายเพิ่ม 2 เท่า)

สิ่งที่แพทย์และเจ้าของคลินิกต้องทำทันที:

  1. Map Data Flow: รู้ให้ได้ว่าข้อมูลผู้รับบริการไหลไปไหนบ้าง (เคาน์เตอร์ -> ห้องตรวจ -> Lab -> ยา -> บ้าน)
  2. Separate Consent: แยกใบยินยอมรักษา ออกจากใบยินยอมการตลาด (Marketing Consent) ให้ชัดเจน
  3. Upgrade IT System: เลิกใช้ Consumer Grade Software ในการเก็บข้อมูลคนไข้

Qlinic.online เข้าใจความจุกจิกที่ชวนปวดหัวนี้ดีค่ะ

เราออกแบบระบบ Clinic Management System บนพื้นฐานของ Hybrid Compliance:

  • PDPA Ready: มีฟีเจอร์ Consent Management, Cookie Consent, และระบบจัดการสิทธิเจ้าของข้อมูล (DSR) ตามกฎหมายไทย
  • HIPAA Standard: สถาปัตยกรรมระบบหลังบ้าน (Backend Architecture) ของเรา ใช้มาตรฐาน Encryption ระดับ AES-256, มี Audit Log ละเอียดทุกจุด และโฮสต์บน Cloud Server ที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

ทดลองใช้งานโหมดแพทย์

ให้เห็นว่าระบบของ Qlinic.online จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ชีวิตการบริหารคลินิกของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร?

เราพร้อมจะเป็นเพื่อนคู่คิด ให้คุณยิ้มได้แม้ในวันที่กฎระเบียบถาโถมเข้ามา

ขั้นตอนการทดลองใช้งาน

1.ลงทะเบียน โหมดแพทย์ กับ Test Clinic ระบุชื่อ นามสกุลจริง+เลขใบประกอบ 2.หน้าศูนย์นำทาง กดปุ่มทดลองใช้ 3.รออนุมัติใน 24ชม. + แจ้งทางอีเมล

Leave a Reply