เปิดคลินิกใหม่ 2026 กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
Qlinic Insider Special Report: กฎหมายคลินิก 2026 เปิดคลินิกใหม่ต้องไม่พลาดในปี 2026 ภูมิทัศน์ของธุรกิจการแพทย์ไม่ได้สู้กันด้วย “ราคา” หรือ “โปรโมชั่น” อีกต่อไป
แต่เรากำลังเข้าสู่ยุค “Governance & Trust Economy”
คลินิกที่อยู่รอดและทำกำไรสูงสุด คือคลินิกที่มี เกราะป้องกันทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง และ ระบบบริหารจัดการที่โปร่งใส
8 เสาหลักทางกฎหมายที่เจ้าของคลินิก “ห้ามพลาด” ถ้าไม่อยากให้ความฝันในการสร้างคลินิกต้องสะดุดเพราะกระดาษเพียงไม่กี่แผ่น
ผู้ที่อ่านบทความนี้จนจบ เราเชื่อว่าคุณไม่ได้มองการเปิดคลินิกเป็นเพียงแค่ธุรกิจบริการ ตรวจรักษา และ ซื้อมาขายไป แต่อาจกำลังมองหาความยั่งยืน (Sustainability) และความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด
1. พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541
หน้าที่ของผู้ดำเนินการ ที่มากกว่าแค่แขวนป้าย คือความรับผิดชอบแห่งชีวิตเมื่อพูดถึงการเปิดคลินิกใหม่ กฎหมายแม่บทคือ พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หัวใจสำคัญที่มักถูกละเลยไม่ใช่เรื่องสถานที่ แต่คือ “ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล” (Medical Director)
1.1 เจาะลึกบทบาท “ผู้ดำเนินการ”: ผู้คุมกฎแห่งคลินิก
หลายคนอาจเข้าใจว่า ผู้ดำเนินการคือแค่เอาใบประกอบวิชาชีพมาแขวนไว้เพื่อขอใบอนุญาต แล้วจบกัน (Name Lending) แต่ในทางกฎหมาย ผู้ดำเนินการคือ “กัปตันเรือ” ที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคลินิกตามมาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. สถานพยาบาลฯ หน้าที่ของผู้ดำเนินการไม่ใช่แค่รักษาคนไข้ แต่คือ “การควบคุมและกำกับดูแล” (Supervision & Governance)
ผู้ดำเนินการมีหน้าที่ตามกฎหมาย ที่จะต้องควบคุมให้ผู้ประกอบวิชาชีพในคลินิกปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายวิชาชีพ และที่สำคัญที่สุดคือ ควบคุมมิให้บุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพ ในสถานพยาบาล
1.2 บทลงโทษกรณี “หมอเถื่อน/พยาบาลเถื่อน”
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ และเป็นฝันร้ายที่สุดของเจ้าของคลินิก หากมีการปล่อยให้บุคคลที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ (หมอปลอม, หมอกระเป๋า, หรือแม้แต่ผู้ช่วยพยาบาลที่ทำหัตถการเกินหน้าที่) มาให้บริการ:
- ผู้ดำเนินการ: รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (ตามมาตรา 34 ประกอบมาตรา 63)
- ผู้ประกอบกิจการ (เจ้าของ): อาจโดนข้อหาสนับสนุน หรือปล่อยปละละเลย จนนำไปสู่การ “เพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล” (สั่งปิดคลินิกถาวร)
ระวัง: แม้คุณจะอ้างว่า “ไม่รู้” หรือ “โดนหลอก” ศาลมักจะตีความว่าคุณบกพร่องในหน้าที่ผู้ดำเนินการ (Duty of Care) ดังนั้น การตรวจสอบวุฒิบัตร (Credentialing) ของพนักงานทุกคน คือไฟลท์บังคับ ไม่ใช่ทางเลือก
1.3 เวชระเบียน: จากกระดาษสู่ Data Asset (EMR)
ตามกฎกระทรวงและประกาศของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ผู้ดำเนินการมีหน้าที่ควบคุมดูแลให้มีการบันทึกเวชระเบียน และเก็บรักษาไว้อย่างน้อย 5 ปี นับจากวันที่ผู้ป่วยมารับบริการครั้งสุดท้าย
- การเปลี่ยนผ่านสู่ EMR (Electronic Medical Record): ในปี 2026 การใช้กระดาษ (OPD Card) นอกจากจะล้าสมัย ยังเสี่ยงต่อการสูญหายและการถูกโจรกรรมข้อมูล การใช้ระบบ EMR ที่ได้มาตรฐาน (Audit Trail, Encryption) จึงเป็นสิ่งที่กฎหมายเริ่มผลักดันและเอื้ออำนวย
- โทษของการไม่เก็บรักษา: การทำเวชระเบียนหาย หรือไม่ส่งมอบเมื่อผู้ป่วยร้องขอ หรือทำลายก่อนกำหนด มีโทษปรับและอาจถูกตั้งกรรมการสอบจริยธรรมจากแพทยสภา ฐานไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรม
Doctor’s Note: อย่ามองเวชระเบียนเป็นภาระ แต่มองเป็น “หลักฐานชิ้นเดียว” ที่จะปกป้องคุณเมื่อถูกฟ้องร้อง หากไม่มีเวชระเบียน เท่ากับคุณขาดพยานปากเอกในศาล
2. กฎหมายคลินิก Telemedicine
ขอบเขตที่ต้องชัดเจนในยุคไร้พรมแดนการให้บริการการแพทย์ทางไกล ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น Standard ใหม่ ที่ให้ความสะดวกมาพร้อมกับความเสี่ยง หากละเลยข้อกฎหมาย
2.1 ใบอนุญาตและการขึ้นทะเบียน (ส.พ. 16)
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พ.ศ. 2564 คลินิกที่จะให้บริการ Telemedicine ต้องยื่นขออนุญาตเพิ่มเติมเพื่อระบุบริการนี้ในใบอนุญาตประกอบกิจการ (ต้องมี ส.พ. 16) การแอบทำโดยไม่แจ้ง สบส. ถือว่าประกอบกิจการสถานพยาบาลเถื่อนในส่วนของบริการนั้น
2.2 KYC: ประตูด่านแรกที่ห้ามละเลย
Know Your Customer (KYC) ในทางการแพทย์คือการพิสูจน์ตัวตนผู้ป่วย (Patient Identification) เพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ (Identity Theft) และการจ่ายยาผิดคน
- กฎหมายบังคับ: ต้องมีการยืนยันตัวตนผ่านบัตรประชาชน หรือระบบ Digital ID ก่อนเริ่ม Video Call
- ความเสี่ยง: หากคุณจ่ายยาควบคุมพิเศษให้คนไข้ที่สวมสิทธิ์ แล้วเขานำไปใช้ในทางที่ผิด แพทย์ผู้สั่งจ่ายจะตกเป็นจำเลยทันที
2.3 ขอบเขตการรักษาและประกาศแพทยสภา 012/2563
ประกาศแพทยสภาที่ 012/2563 วางกรอบไว้ชัดเจน:
- สิ่งที่ทำได้: Follow-up โรคเดิม, โรคเล็กน้อย (Common Illness) ที่ซักประวัติและดูภาพก็เพียงพอ, และให้คำปรึกษาทั่วไป
- สิ่งที่ทำไม่ได้/เสี่ยง: โรคที่ต้องใช้การคลำ (Palpation), การฟัง (Auscultation) หรือหัตถการฉุกเฉิน
- Consumer Grade กับ Medical Grade Platform เลือกแบบไหน: การใช้ LINE Call หรือ Zoom ทั่วไป มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะไม่มี Audit Trail (บันทึกร่องรอยการใช้งานที่แก้ไขไม่ได้) และ มาตรฐาน Server ซึ่งขัดต่อ PDPA การถูกเพิกถอนใบอนุญาตมีโอกาสสูงหากข้อมูลรั่วไหลจาก Platform ที่ไม่ได้มาตรฐาน
2.4 ความรับผิดทางละเมิด และ Disclaimer
แม้คุณจะเขียน Disclaimer ว่า “ไม่รับผิดชอบผลลัพธ์” แต่ในทางกฎหมายไทย “สัญญาที่ยกเว้นความรับผิดจากการทำละเมิดหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จะตกเป็นโมฆะ”
- ทางออก: Disclaimer ควรระบุ “ข้อจำกัดของเทคโนโลยี” (Limitations of Technology) เช่น “การให้คำปรึกษานี้มีข้อจำกัดเนื่องจากแพทย์ไม่ได้ตรวจร่างกายจริง หากอาการไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที” ข้อความนี้จะมีน้ำหนักในศาลมากกว่าการปัดความรับผิดชอบ
ตารางเปรียบเทียบ: สิ่งที่ทำได้ปลอดภัย และสิ่งที่เป็นความเสี่ยง
ประเด็น | Safe Zone (ทำได้) | Danger Zone (เสี่ยงคุก/เพิกถอน) |
คนไข้ | คนไข้เดิม (Old Case) มีประวัติ | คนไข้ใหม่ (New Case) อาการซับซ้อน |
Platform | Medical Grade (Qlinic.online, etc.) | LINE ส่วนตัว, Facebook Messenger |
การจ่ายยา | ยาสามัญ, ยาโรคเรื้อรังเดิม | ยาเสพติด, ยาจิตเวช, ยาทำแท้ง |
3. PDPA กับ HIPAA
เกราะป้องกันข้อมูลในยุค Digital Healthข้อมูลสุขภาพคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง แต่ก็เป็นระเบิดเวลาหากดูแลไม่ดี สำหรับไทย กฎหมาย PDPA คือกฎหมายบังคับ แต่หากคลินิกมีการรับคนไข้ต่างชาติ HIPAA คือมาตรฐานที่ควรต้องรู้
3.1 กฎหมาย PDPA คลินิก ไทย: สาระสำคัญที่คลินิกต้องรู้
พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) จัดหมวดหมู่ข้อมูลสุขภาพเป็น Sensitive Data (ข้อมูลอ่อนไหว) ตามมาตรา 26
- กฎเหล็ก: ห้ามเก็บ รวบรวม หรือเปิดเผย โดยไม่ได้รับความยินยอมชัดแจ้ง (Explicit Consent) จากเจ้าของข้อมูล ยกเว้นเพื่อประโยชน์แห่งชีวิต (เช่น คนไข้หมดสติมา) หรือตามกฎหมายวิชาชีพ
- สิทธิผู้ป่วย: สิทธิขอเข้าถึงเวชระเบียน, สิทธิขอให้ลบ (Right to be forgotten – ซึ่งทำได้ยากในเวชระเบียนเพราะขัดกับกฎหมายสถานพยาบาลที่ให้เก็บ 5 ปี), สิทธิขอให้โอนย้ายข้อมูล
3.2 HIPAA (สหรัฐฯ) กับ PDPA (ไทย) ข้อแตกต่าง
- HIPAA (Health Insurance Portability and Accountability Act): เน้นเฉพาะเจาะจงที่ข้อมูลสุขภาพ (PHI) มีมาตรฐานความปลอดภัยทางเทคนิคที่สูงมาก (Technical Safeguards) เช่น การเข้ารหัส (Encryption) ระดับสูง
- ความต่าง: PDPA เป็นกฎหมายทั่วไป (General) แต่ HIPAA เป็นกฎหมายเฉพาะทาง (Specific)
- ผลกระทบ: หากคลินิกรับลูกค้า Expats หรือ Medical Tourism การเคลมว่าคลินิกมีระบบ “HIPAA Compliant” จะสร้าง Trust ได้มหาศาล และถึงแม้ว่าข้อมูลคนไข้สหรัฐฯ รั่วไหล คลินิกอาจไม่ถูกฟ้องที่ไทย แต่จะเสียชื่อเสียงในระดับสากล
3.3 โทษของการละเมิด
โทษทางปกครองของ PDPA สูงสุดถึง 5 ล้านบาท และโทษทางอาญาจำคุกสูงสุด 1 ปี หากนำข้อมูลไปใช้แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ (เช่น เอาเบอร์คนไข้ไปขายให้บริษัทประกัน หรือเอาไปยิง Ads โดยไม่ขอ Consent)
4. การโฆษณาในยุค Social Media
เส้นบางๆ ระหว่างการตลาดกับคุกตารางนี่คือ “กับดัก” ที่คลินิกตกม้าตายมากที่สุดในยุค TikTok และ Instagram
4.1 มาตรา 38 และสิ่งที่ “ห้ามพูด”
พ.ร.บ. สถานพยาบาล มาตรา 38 ห้ามโฆษณาในลักษณะ:
- โอ้อวดสรรพคุณ: “แห่งแรก” “แห่งเดียว” “ดีที่สุด” “หายขาด” “รับรองผล 100%” (ห้ามเด็ดขาด!)
- เป็นเท็จหรือเกินจริง: การใช้ Photoshop แต่งรูป Before/After จนเกินจริง ผิดทั้ง พ.ร.บ. สถานพยาบาล และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ (นำเข้าข้อมูลเท็จ)
4.2 กับดักรีวิว (Review Trap) และ Before/After
- กฎเหล็ก: การนำรูปเคสรีวิวมาลงเพจคลินิก ถือเป็นการ “โฆษณา” ต้องขออนุมัติจาก สบส. (ขอเลข ฆส.) ทุกครั้ง!
- Consent ไม่ใช่ใบผ่านทาง: แม้คนไข้เซ็นยินยอมให้เอารูปไปลงได้ คุณอาจ “ไม่ผิดฐานละเมิดสิทธิส่วนบุคคล” แต่คุณยัง “ผิดฐานโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต” ตามมาตรา 38 อยู่ดี หากไม่ได้ยื่นขอ ฆส.
- Influencer Marketing: หากจ้าง Influencer รีวิว แล้วเขาพูดเกินจริง (Overclaim) คลินิกในฐานะ “ผู้ว่าจ้าง” รับผิดเต็มๆ เสมือนพูดเอง
4.3 พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์
การโพสต์ข้อมูลเท็จ หรือบิดเบือน (เช่น จ้างหน้าม้ามาคอมเมนต์รีวิว โดยไม่ได้ใช้บริการจริง) มีความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(1) จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
Qlinic Insight: วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือ การให้ความรู้ (Educational Content) แทนการ Hard Sell และใช้ระบบ CRM ในการส่งโปรโมชั่นหาลูกค้าเก่าแบบ 1-on-1 (ผ่าน LINE OA) ซึ่งมีความเสี่ยงทางกฎหมายโฆษณาน้อยกว่าการยิง Ads สาธารณะ
5. ความรับผิดชอบทางวิชาชีพและกฎหมายแรงงาน
เกราะกันภัยให้แพทย์และธุรกิจ5.1 3 ห่วงแห่งความรับผิด (แพ่ง-อาญา-จริยธรรม)
- อาญา: ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส/ถึงแก่ความตาย (ยอมความไม่ได้ ต้องสู้ถึงที่สุด)
- แพ่ง: ละเมิด ต้องชดใช้ค่าเสียหาย (สินไหมทดแทน) ซึ่งตัวเลขมักจะสูงมาก
- จริยธรรม (แพทยสภา): พักใช้หรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ (อันนี้เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนเป็นหมอ)
5.2 Informed Consent คือ ใบกันตาย (ที่ต้องใช้ให้เป็น)
- สาระสำคัญ: ไม่ใช่แค่ลายเซ็น แต่คือ “กระบวนการให้ข้อมูล” (ความเสี่ยง, ทางเลือก, ผลข้างเคียง) จนผู้รับบริการเข้าใจถ่องแท้
- E-Consent: มีผลทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องมีระบบ Audit Trail ยืนยันว่าใครเป็นคนเซ็น เวลาไหน และเอกสารไม่ได้ถูกแก้ไข
- โทษ: การทำหัตถการโดยไม่มี Informed Consent หากเกิดความเสียหาย อาจถือเป็นการทำร้ายร่างกาย หรือละเมิดโดยเจตนา
5.3 กฎหมายแรงงานและสัญญาจ้าง (FT กับ DF)
- แพทย์ Full-time (FT): เป็นลูกจ้างตามกฎหมายแรงงาน คลินิกต้องจ่ายประกันสังคม, กองทุนเงินทดแทน, ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้าง
- แพทย์ Part-time (DF – Doctor Fee): เป็นสัญญา “จ้างทำของ” หรือ “หุ้นส่วน” (ขึ้นอยู่กับนิติกรรมอำพรางหรือไม่) ควรระบุในสัญญาให้ชัดเจนว่าแพทย์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (Independent Contractor) เพื่อลดภาระความผูกพันทางแรงงาน แต่ต้องระวังกรมสรรพากรตีความผิดประเภท
6. ภาษีและบัญชี
บริหารความมั่งคั่งอย่างถูกวิธีวางแผนตั้งแต่เริ่มต้น จะไม่ปวดหัวตอนที่มีรายได้เกิน
6.1 รูปแบบธุรกิจ: บุคคลธรรมดา กับ นิติบุคคล
- บุคคลธรรมดา: จ่ายภาษีตามฐานก้าวหน้า (0-35%) เหมาะกับคลินิกขนาดเล็ก รายได้สุทธิไม่เกิน 2-3 ล้านบาท
- นิติบุคคล: จ่ายภาษี Corporate Tax (20%) เหมาะกับคลินิกที่เริ่ม Scale Up รายได้สูง ข้อดีคือหักค่าใช้จ่ายตามจริงได้เยอะกว่า (ค่าน้ำ, ค่าไฟ, เงินเดือนพนักงาน) แต่ต้องทำบัญชีส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
6.2 VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่มคลินิก): จุดตายคลินิกความงาม
- สถานพยาบาล (รักษาโรค): ได้รับการ ยกเว้น VAT
- ความงาม/ขายสินค้า: การขายวิตามินกลับบ้าน, ครีม, หรือหัตถการเพื่อความงามล้วนๆ (ที่ไม่ได้รักษาโรค) หากรายได้ส่วนนี้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT และนำส่ง 7%
- ความเสี่ยง: การเหมาว่าทุกอย่างคือ “การรักษา” เพื่อเลี่ยง VAT เป็นเป้าหมายหลักในการตรวจสอบของสรรพากร
6.3 ภาษีเงินได้แพทย์ (40(6) กับ 40(2)/40(8))
การแยกประเภทรายได้ให้ถูกสำคัญมาก กับการวางแผนภาษีแพทย์ 2569:
- 40(6): วิชาชีพอิสระ (ประกอบโรคศิลปะ) หักเหมา 60% (ดีที่สุด)
- 40(1)/(2): เงินเดือน/ค่าจ้าง หักได้น้อย (สูงสุด 100,000 บาท)
- Case Study: แพทย์รับราชการ (40(1)) + เปิดคลินิกเอง (40(6)) + ขายอาหารเสริมในคลินิก (40(8)) ต้องยื่นรวมกันเพื่อคำนวณภาษี
ดังนั้นการวางแผนแยกบัญชีคลินิก แยก Unit ธุรกิจ (เช่น ตั้งบริษัทขายยาแยกจากคลินิก) จดบริษัทคลินิก จึงเป็นเทคนิคที่นิยมใช้
7. บทสรุป: Governance is the New Sexy
การเปิดคลินิกใหม่ 2026 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อจับผิด แต่มีไว้เพื่อ “คุ้มครอง” แพทย์ที่มีวิสัยทัศน์เช่นคุณ ให้อยู่รอดปลอดภัย หากคุณรู้สึกว่ารายละเอียดเหล่านี้ช่างซับซ้อนและน่าปวดหัว … คุณไม่จำเป็นต้องจำทั้งหมดนี้คนเดียว
Qlinic.online ไม่ได้เป็นแค่ระบบบริหารจัดการคลินิก (Clinic Management System) แต่เราคือ “Compliance Partner” ของคุณ
Telemedicine Ready: ทำ KYC ใช้Passkey และเก็บ Log ตามกฎหมาย ออกแบบตามแนวทางที่แพทยสภากำหนด
PDPA Secure & HIPAA Data Security: ระบบจัดเก็บข้อมูลบน Cloud มาตรฐานสากล พร้อมฟีเจอร์ Consent Management ตามนโยบายของคลินิก
Smart EMR: เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ที่ออกแบบโดยแพทย์ เพื่อแพทย์ ใช้งานง่าย เป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมาย
Business Intelligence: ช่วยแยกรายได้ค่ารักษา และค่ายา เพื่อการวางแผนภาษีที่แม่นยำ
ทดลองใช้งานโหมดแพทย์
ให้เห็นว่าระบบของ Qlinic.online จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ชีวิตการบริหารคลินิกของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร?
เราพร้อมจะเป็นเพื่อนคู่คิด ให้คุณยิ้มได้แม้ในวันที่กฎระเบียบถาโถมเข้ามา
ขั้นตอนการทดลองใช้งาน
1.ลงทะเบียน โหมดแพทย์ กับ Test Clinic ระบุชื่อ นามสกุลจริง+เลขใบประกอบ 2.หน้าศูนย์นำทาง กดปุ่มทดลองใช้ 3.รออนุมัติใน 24ชม. + แจ้งทางอีเมล
8. ภาคผนวกและเอกสารอ้างอิง
เอกสารอ้างอิง (Reference List)
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม [อินเทอร์เน็ต]. 2541 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2541/A/015/18.PDF
แพทยสภา. ประกาศแพทยสภา ที่ 12/2563 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการให้บริการตรวจรักษาโรคผ่านระบบโทรเวชกรรม (Telemedicine) [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: แพทยสภา; 2563 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://tmc.or.th/pdf/tmc_knowlege-24.pdf
ราชกิจจานุเบกษา. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พ.ศ. 2564 [อินเทอร์เน็ต]. เล่ม 138 ตอนพิเศษ 17 ง. 2564 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2564/E/017/T_0026.PDF
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 [อินเทอร์เน็ต]. เล่ม 136 ตอนที่ 69 ก. 2562 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2562/A/069/T_0052.PDF
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 [อินเทอร์เน็ต]. เล่ม 124 ตอนที่ 16 ก. 2550 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2550/A/016/1.PDF
Centers for Disease Control and Prevention. HIPAA Privacy Rule and Public Health [Internet]. Atlanta: CDC; 2022 [cited 2026 Jan 27]. Available from: https://www.cdc.gov/phlp/publications/topic/healthinformationprivacy.html
U.S. Department of Health and Human Services. Summary of the HIPAA Security Rule [Internet]. Washington, D.C.: HHS; 2013 [cited 2026 Jan 27]. Available from: https://www.hhs.gov/hipaa/for-professionals/security/laws-regulations/index.html
กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ. ประกาศกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการโฆษณาสถานพยาบาล พ.ศ. 2565 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: กองกฎหมาย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ; 2565 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://hss.moph.go.th
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 [อินเทอร์เน็ต]. เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก. 2560 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/010/24.PDF
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. หมวด 5 ละเมิด และ หมวดจ้างแรงงาน [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา; [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://www.krisdika.go.th
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม [อินเทอร์เน็ต]. 2541 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th
สำนักงานคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA). ข้อเสนอแนะมาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่จำเป็นต่อธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ว่าด้วยการใช้ข้อความแจ้งเตือน (Disclaimer) และลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: ETDA; 2564 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://www.etda.or.th
กรมสรรพากร. คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 118/2545 เรื่อง ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการประกอบวิชาชีพเวชกรรม [อินเทอร์เน็ต]. กรุงเทพฯ: กรมสรรพากร; 2545 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://www.rd.go.th/3536.html
ราชกิจจานุเบกษา. พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (กฎหมายภาษีคริปโทเคอร์เรนซี) [อินเทอร์เน็ต]. เล่ม 135 ตอนที่ 33 ก. 2561 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th
แพทยสภา. ข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2549 [อินเทอร์เน็ต]. นนทบุรี: แพทยสภา; 2549 [เข้าถึงเมื่อ 2569 ม.ค. 27]. เข้าถึงได้จาก: https://tmc.or.th/pdf/tmc_knowlege-13.pdf
ประโยชน์ของการแยก ค่ารักษา กับ ค่ายา
ในทางทฤษฎีตาม ป.118/2545 การจ่ายยาที่เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา (Curative Purpose) ถือเป็น 40(6) และยกเว้น VAT
แต่ใน “ทางปฏิบัติ” และ “การบริหารธุรกิจ” การที่ระบบ (BI) สามารถแยก ค่าบริการวิชาชีพ (Medical Fee) ออกจาก ค่ายา/เวชภัณฑ์ (Medication/Supplies Fee) ได้อย่างเด็ดขาด มีประโยชน์มหาศาลใน 4 มิติ ดังนี้
1.ป้องกัน “อุบัติเหตุทางภาษี” (VAT & Income Tax Risk)
เป็นเหตุผลข้อแรกที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเส้นแบ่งระหว่างการ “รักษา” กับ “ขายของ” บางครั้งอาจจะเบลอมาก
- กับดัก VAT: หากคลินิกมีการขายวิตามิน, อาหารเสริม, หรือสกินแคร์ (แม้แต่ยาบางตัว) ให้กับคนไข้ “Walk-in” ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจจากแพทย์ (ไม่มี OPD Card บันทึกในวันนั้น)
- รายได้ส่วนนี้ ไม่ใช่การรักษา แต่ถือเป็น “การขายสินค้า” (พาณิชย์ – 40(8))
- ถ้าเหมารวมทุกอย่างเป็น “รายได้คลินิก” สรรพากรอาจตรวจสอบย้อนหลังและเหมาว่ารายได้ก้อนใหญ่ของคุณเข้าข่ายต้องเสีย VAT (หากเกิน 1.8 ล้าน)
- ประโยชน์ของการแยก: ระบบ BI จะแยกได้เลยว่า Income Type A: ผ่านห้องตรวจ (Non-VAT) กับ Income Type B: ซื้อหน้าเคาน์เตอร์ (VATable) ทำให้คุณนำส่งภาษีเฉพาะส่วนที่ต้องจ่ายจริงๆ ไม่ต้องเหมาจ่ายทั้งหมด หรือไม่ต้องเสี่ยงโดนเบี้ยปรับ
2.การเลือกหักค่าใช้จ่าย: ระหว่าง “เหมา 60%” กับ “ตามจริง” (Tax Optimization)
การแยกค่ารักษา กับ ค่ายา จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่า ปีนี้ควรเลือกหักภาษีแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด
- ค่ารักษา (Medical Fee): ต้นทุนต่ำ (เพราะใช้แรงและความรู้แพทย์) กำไรสูงกว่า
- ค่ายา (Drug Fee): ต้นทุนสูง (COGS ประมาณ 30-50% หรือมากกว่า) กำไรน้อยกว่า
- สถานการณ์:
- ถ้าคลินิกเน้นหัตถการ (เช่น คลินิกความงามที่ใช้เครื่องมือเยอะ ยาน้อย) -> กำไรขั้นต้นสูง -> เลือก หักเหมา 60% มักจะคุ้มกว่า (เพราะต้นทุนจริงอาจแค่ 20-30%)
- ถ้าคลินิกเน้นจ่ายยา (เช่น คลินิกโรคเรื้อรัง หรือ Oncology ที่ยาค่อนข้างแพง) -> ต้นทุนยาสูง -> การเลือก หักตามจริง อาจคุ้มกว่า เพราะต้นทุนยา + ค่าเช่า + เงินเดือนพนักงาน อาจทะลุ 60% ไปมาก
- ประโยชน์: ถ้าระบบไม่แยกตัวเลขนี้ให้ คลินิกอาจไม่รู้ว่า “ต้นทุนยาที่แท้จริง” เป็นกี่ % ของรายได้ ทำให้วางแผนภาษีผิดพลาด จ่ายแพงกว่าที่ควรจะเป็น
3.การคำนวณค่ามือแพทย์ (DF Calculation)
เป็นเรื่องของระบบบริหารภายใน
- ปกติแพทย์ Part-time (DF) มักจะได้ส่วนแบ่งจาก ค่าหัตถการ/ค่าตรวจ (Procedure/DF) แต่ ได้ส่วนแบ่งจากค่ายาน้อย (หรือได้รับ DF เต็มแต่ไม่ได้ค่ายา)
- ตัวอย่าง: ยอดรวม 2,000 บาท (ค่าตรวจ 500 + ค่ายา 1,500)
- ถ้าไม่แยกบิล: คุณอาจจ่าย DF 50% ของ 2,000 = 1,000 บาท (คลินิกอาจขาดทุน เนื่องจากคลินิกมีค่าใช้จ่ายอื่น)
- ถ้าแยกบิล: ระบบจะคำนวณ DF 50% ของ 500 = 250 บาท (ถูกต้องตามหลักธุรกิจ)
- ประโยชน์: ป้องกันการรั่วไหลของกำไรจากการจ่ายค่าตอบแทนแพทย์ และยังเป็นการช่วยวางแผนภาษีหมอได้ในตัว
4.การวิเคราะห์กำไรที่แท้จริง (Profitability Analysis)
ในมุมของเจ้าของธุรกิจ (Business Owner) เงิน 100 บาทจากค่ายา กับเงิน 100 บาท จากค่ารักษานั้น มีค่าไม่เท่ากัน
- ค่ารักษา: คือ Pure Profit ที่ขับเคลื่อนด้วย Brand และฝีมือหมอ (Margin สูงกว่า)
- ค่ายา: คือ Trading Profit ที่ต้องบริหาร Stock, วันหมดอายุ, และการจัดซื้อ (Margin ต่ำกว่า)
- ประโยชน์:
- หากรู้ว่ากำไรส่วนใหญ่มาจาก “ค่ายา” แปลว่าธุรกิจคุณเสี่ยง (ถ้าบริษัทยาขึ้นราคา หรือคู่แข่งตัดราคายา คลินิกจะเหนื่อย)
- หากรู้ว่ากำไรส่วนใหญ่มาจาก “ค่ารักษา” แปลว่าธุรกิจคุณแข็งแกร่ง (Sustainable) เพราะติดที่ฝีมือแพทย์
- BI Dashboard จะช่วยบอกได้ว่า “เดือนนี้ยอดตกเพราะคนไข้น้อยลง (Service Drop)” หรือ “ยอดตกเพราะสั่งยาแพงมาขายไม่ออก (Inventory Issue)” การแก้ปัญหาจะทำได้ตรงจุดมากกว่า ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
สรุป:
การแยก ค่ารักษา กับ ค่ายา คือการทำบัญชีให้ “ละเอียดพอที่จะวางแผน”
- ในมุมภาษี: กันไว้ดีกว่าแก้ (แยกส่วนที่เสี่ยง VAT ออกมา)
- ในมุมกำไร: รู้ว่าเงินหายไปไหน และควรเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบใดให้เสียภาษีน้อยที่สุด (Tax Efficiency)
ระบบบริหารจัดการคลินิก Qlinic.online ออกแบบมาให้แยก 2 ก้อนนี้ออกจากกันโดยอัตโนมัติที่หลังบ้าน (แม้หน้าบิล ผู้รับบริการจะเห็นรวมกัน หรือแยกกันตามตามการตั้งค่าก็ตาม) เพื่อประโยชน์สูงสุดของเจ้าของคลินิก
💡 หวังว่าบทความฉบับ Executive Compendium นี้จะช่วยจุดประกายและเป็นเข็มทิศสำหรับผู้อ่านได้บ้างไม่มากก็น้อย
Qlinic.online เป็นกำลังใจให้คลินิกไทย สร้างมาตรฐานคลินิกสู่ระดับสากลค่ะ 🙂
- Tags:
- มาตรฐานการแพทย์ทางไกล
- KYC ผู้ป่วย
- แพลตฟอร์ม Telemed
- ภาษีแพทย์ 2569
- พรบ สถานพยาบาล 2541
- วางแผนภาษีหมอ
- หน้าที่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล
- Informed Consent คือ
- กฎหมายคลินิก 2026
- ฟ้องร้องทางการแพทย์
- โทษหมอเถื่อน
- กฎหมายโฆษณาคลินิก 2569
- รีวิวคลินิกผิดกฎหมาย
- ใบอนุญาต ฆส
- Consent Marketing
- กฎหมาย PDPA คลินิก
- HIPAA คือ
- ข้อมูลสุขภาพ Sensitive Data
- โทษ PDPA แพทย์
- กฎหมาย Telemedicine 2569
- HIPAA
- กฎหมายคลินิก
- PDPAคลินิก
- เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์





