กฎหมาย Telemedicine 2569, กฎหมาย Telemedicine 2026, ใบอนุญาต ส.พ. 16, มาตรฐานการแพทย์ทางไกล, ประกาศแพทยสภา 012/2563, ระบบ Telemed ที่ถูกกฎหมาย, กฎหมายดิจิทัลสุขภาพ, การฟ้องร้องทางการแพทย์ออนไลน์

กฎหมาย Telemedicine 2569

Telemedicine 2026: ผ่าตัดข้อกฎหมาย "การแพทย์ทางไกล" ทำอย่างไรให้รอด และรุ่งโรจน์

“Telemedicine” ในปี 2026 ไม่ใช่แค่ “ทางเลือก” หรือ “Gimmick” ทางการตลาดอีกต่อไป แต่มันคือ “มาตรฐานการรักษา (Standard of Care)” รูปแบบใหม่ที่กลืนเป็นเนื้อเดียวกับระบบสาธารณสุขไทย แต่ภายใต้ความสะดวกสบายของหน้าจอ มีกับดักทางกฎหมายที่ “มองไม่เห็น” ซ่อนอยู่มากมาย หากคุณพลาดเพียงนิดเดียว จาก “คุณหมอผู้ทันสมัย” อาจกลายเป็น “จำเลย” โดยไม่รู้ตัว

นี่คือ Qlinic Insider Deep Dive บทความที่เราตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อให้เจ้าของคลินิกที่ อ่านจบแล้วสามารถยื่นเรื่องที่ สบส. ได้อย่างมั่นใจ และตรวจคนไข้ผ่านหน้าจอได้อย่างสบายใจ

หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน การตรวจคนไข้ผ่านวิดีโอคอลอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว หรือทำกันเฉพาะกิจในช่วงโรคระบาด แต่ในปี 2026 นี้ พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ผู้รับบริการคาดหวังความสะดวกสบาย (Convenience) พอๆ กับความแม่นยำ (Accuracy)

แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ มีบางคนยังเข้าใจผิดว่า “แค่มี LINE หรือ Zoom ก็ทำ Telemed ได้แล้ว”

เราขอเรียนด้วยความหวังดีว่า “คุณกำลังเข้าใจผิดอย่างมหันต์” และความเข้าใจผิดนี้มีราคาสูงมาก ทั้งในแง่ของค่าปรับ การถูกพักใบอนุญาต และความเสี่ยงในการถูกฟ้องร้องคดีอาญา

บทความนี้จะพาเจาะลึกทุกแง่มุมของกฎหมาย Telemedicine เพื่อให้คลินิกของคุณเป็น Safe Zone ทั้งสำหรับผู้รับบริการและตัวคุณเองค่ะ

1. ใบเบิกทางสู่โลกดิจิทัล

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2564 และใบอนุญาต ส.พ. 16

ก่อนที่ จะเปิดกล้องซักประวัติผู้รับบริการ สิ่งแรกที่ต้องมีไม่ใช่กล้องความละเอียดสูง แต่คือ “ใบอนุญาต” ซึ่งถือเป็น ระบบ Telemed ที่ถูกกฎหมาย

1.1 กฎหมายแม่บทที่ต้องรู้

พื้นฐานอำนาจทางกฎหมายมาจาก ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง มาตรฐานการให้บริการของสถานพยาบาลโดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ พ.ศ. 2564 ซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ. สถานพยาบาล พ.ศ. 2541

กฎหมายฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า การให้บริการการแพทย์ทางไกล ถือเป็น “บริการหนึ่งของสถานพยาบาล” ไม่ใช่บริการเสริมที่ใครจะลุกขึ้นมาทำก็ได้ ดังนั้น คลินิก (ประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน) จะต้องยื่นขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการ เพื่อเพิ่มบริการนี้เข้าไปในใบอนุญาต

1.2 ส.พ. 16: ใบผ่านทางที่ขาดไม่ได้

กระบวนการนี้เรียกว่าการยื่นขอ แบบ ส.พ. 16 (คำขออนุญาตให้ดำเนินการสถานพยาบาล หรือเปลี่ยนแปลงรายการในใบอนุญาต)

  • สิ่งที่ต้องเตรียม: คุณต้องพิสูจน์ให้ผู้อนุญาต (กรม สบส. หรือ สสจ.) เห็นว่า ระบบของคุณมีความพร้อมตามมาตรฐาน 3 ด้าน:
  1. ด้านสถานที่: แม้จะเป็นออนไลน์ แต่ต้องมีพื้นที่ในคลินิกที่เป็นสัดส่วนสำหรับการนั่งทำ Telemed (มีความเป็นส่วนตัว แสงสว่างเพียงพอ และไม่มีเสียงรบกวน)
  2. ด้านผู้ให้บริการ: แพทย์ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ และมีความรู้ความเข้าใจในระบบ
  3. ด้านเทคโนโลยี (สำคัญที่สุด): ต้องมีระบบบันทึกภาพและเสียง (Audio-visual recording) ระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Data Security) และความเสถียรของอินเทอร์เน็ต

Expert Insight: หากแอบเปิดบริการ Telemed โดยไม่ยื่นขอ ส.พ. 16 คุณจะมีความผิดฐาน “ประกอบกิจการสถานพยาบาลผิดประเภท หรือเปลี่ยนแปลงการประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต” มีโทษปรับตาม พ.ร.บ. สถานพยาบาล และหากเกิดเหตุผิดพลาดขึ้นมา ประกันภัยความรับผิดทางวิชาชีพ (Malpractice Insurance) ที่คุณทำไว้ อาจปฏิเสธความคุ้มครองทันที เพราะคุณให้บริการนอกขอบเขตที่จดทะเบียนไว้

2. KYC (Know Your Customer)

ด่านแรกแห่งความปลอดภัยและการป้องกันการสวมสิทธิ์

ในโลกออฟไลน์ คนไข้เดินมาพร้อมบัตรประชาชน ตัวเป็นๆ เราสามารถดูหน้าเทียบกับบัตรได้ทันที แต่ในโลกออนไลน์ “ใครก็เป็นใครได้”

2.1 มาตรฐานการพิสูจน์ตัวตน (Identification & Authentication)

กฎหมายกำหนดให้สถานพยาบาลต้องมีระบบพิสูจน์ตัวตนผู้ป่วยที่เชื่อถือได้ (Reliable Identification) ก่อนเริ่มให้บริการ เพื่อป้องกัน:

  1. การสวมสิทธิ์เบิกจ่าย: เอาประกันของคนอื่นมาใช้
  2. การแสวงหายาเสพติด: หลอกเอายาควบคุมพิเศษ
  3. การรักษาผิดคน: จ่ายยาให้ผิดคน แพ้ยาถึงแก่ชีวิต

2.2 ขั้นตอน KYC ที่ “ถูกต้องตามกฎหมาย” (Legal Compliance Step)

การแค่ให้ผู้รับบริการส่งรูปบัตรประชาชนมาทางแชท “ไม่เพียงพอ” และเสี่ยงผิด PDPA อีกด้วย ขั้นตอนที่ถูกต้องควรเป็นดังนี้:

  1. Registration: ผู้รับบริการกรอกข้อมูลและอัปโหลดภาพถ่ายบัตรประชาชนผ่านระบบที่มีการเข้ารหัส (Secure Upload)
  2. Liveness Detection / Face Comparison: (ในระบบ Medical Grade) ระบบจะให้ผู้ป่วยถ่ายภาพ Selfie หรือขยับหน้า และใช้ AI เทียบกับภาพในบัตรประชาชน
  3. Consent Verification: ผู้รับบริการต้องกดยืนยันตัวตนผ่าน OTP หรือ Email เพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของช่องทางการติดต่อจริง

Qlinic’s Note: การละเลยขั้นตอน KYC หากเกิดกรณีคนไข้นำยาไปใช้ก่ออาชญากรรม หรือเป็นผู้เยาว์ที่แอบมารักษาโดยผู้ปกครองไม่รู้ แพทย์ผู้สั่งจ่ายจะตกเป็นจำเลยที่ 1 ทันที ในข้อหาประมาทเลินเล่อ และอาจถูกแพทยสภาสอบสวนจริยธรรมฐานไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ

3. ประกาศแพทยสภา 012/2563

คัมภีร์ที่แพทย์ ควรต้องใช้

หากประกาศกระทรวงฯ คือกฎของ “คลินิก” ประกาศแพทยสภา ที่ 012/2563 เรื่อง “แนวทางปฏิบัติในการให้บริการตรวจรักษาโรคผ่านระบบโทรเวชกรรม” ก็ถือเป็นกฎของ “หมอ” โดยตรง

3.1 หัวใจสำคัญ 4 ข้อของประกาศฉบับนี้

  1. ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ: ผู้ให้คำปรึกษาต้องเป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมของไทยเท่านั้น (แพทย์ต่างชาติทำไม่ได้ หากไม่มีใบอนุญาตไทย)
  2. มาตรฐานวิชาชีพ: การรักษาต้องยึดตามมาตรฐานวิชาชีพเสมือนการตรวจต่อหน้า (Standard of Care) หากทำไม่ได้ ต้องยุติและแนะนำให้ไปโรงพยาบาล
  3. ระบบบันทึกข้อมูล: ต้องมีการบันทึกภาพ เสียง และรายละเอียดการรักษา ไว้ตรวจสอบย้อนหลัง (Audit Trail)
  4. ความปลอดภัยข้อมูล: ต้องรักษาความลับผู้ป่วยตามกฎหมาย (Confidentiality)

3.2 “Consumer Grade” กับ “Medical Grade” Platform: เส้นแบ่งระหว่างคุกกับความรอด

เหตุใดเราถึงต้องย้ำนักหนาว่า “ห้ามใช้ LINE/Zoom/Facebook Messenger ในการรักษา”?

  • Consumer Grade (LINE, Zoom):
    • Data Residency: Server ที่อยู่บางประเทศ ขัดต่อกฎหมาย PDPA บางมาตราหากมีการส่งข้อมูล Sensitive Data ออกนอกราชอาณาจักรโดยไม่มีมาตรการคุ้มครอง
    • No Audit Trail: ข้อความถูกลบได้ (Unsend), รูปภาพหมดอายุ, ไม่มี Log ยืนยันว่าใครเข้าถึงข้อมูลบ้าง
    • Edibility: ข้อมูลสนทนาสามารถถูกตัดต่อบิดเบือนได้ง่ายในชั้นศาล
    • ความเสี่ยง: หากผู้รับบริการฟ้องร้อง คุณไม่มีหลักฐานที่ “ศาลรับฟังได้ 100%” ว่าคุณทำหน้าที่สมบูรณ์แล้ว เพราะหลักฐานในแอปเหล่านี้ถูกมองว่าเชื่อถือได้ต่ำ (Low Reliability Evidence)
  • Medical Grade (Qlinic.online, etc.): มาตรฐานการแพทย์ทางไกล
    • Non-Repudiation (การห้ามปฏิเสธความรับผิด): ระบบจะบันทึก Log ทุกการกระทำ ใคร Login, ใครสั่งยา, ใครแก้ Note, เวลาไหน (Timestamp) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้แก้ไขไม่ได้
    • Encryption: ข้อมูลถูกเข้ารหัสทั้งขณะส่ง (in transit) และขณะเก็บ (at rest)
    • Court-Admissible Evidence: ข้อมูลจากระบบเหล่านี้ มีน้ำหนักในชั้นศาลสูง เพราะพิสูจน์ได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

บทสรุป: การใช้ Medical Grade Platform ไม่ใช่เป็นเพียงการจ่ายค่า Software แต่คือการซื้อ “พยานปากเอก” ที่จะปกป้องคุณเมื่อเกิดคดีความ

4. ขอบเขตการรักษา

รู้เขารู้เรา กฎหมาย Telemedicine 2569 กฎหมายดิจิทัลสุขภาพ

ไม่ใช่ทุกโรคจะรักษาผ่านหน้าจอได้ การฝืนรักษาเกินขีดจำกัดของเทคโนโลยี ถือเป็นความเสี่ยงทางวิชาชีพ

4.1 ตารางเปรียบเทียบ: ทำได้ กับ ทำไม่ได้

 

สถานการณ์

ทำได้ (Safe Zone)

ทำไม่ได้ / เสี่ยงสูง (Danger Zone)

เหตุผลทางกฎหมาย/การแพทย์

ประเภทผู้รับบริการ

ผู้รับบริการเดิม (Follow-up) โรคเรื้อรัง (NCDs) ที่อาการคงที่ มีประวัติ Lab/X-ray เดิม

ผู้รับบริการใหม่ (New Case) ที่อาการซับซ้อน หรืออาการเฉียบพลันรุนแรง (Acute Severe)

ผู้รับบริการใหม่ไม่มี Baseline Data การวินิจฉัยผ่านจอมีความคลาดเคลื่อนสูง (Diagnostic Error)

อาการ

ผื่นผิวหนัง (ชัดเจน), ปรึกษาผล Lab, Mental Health, Common Cold (อาการเล็กน้อย)

ปวดท้องเฉียบพลัน (Acute Abdomen), เจ็บหน้าอก (Chest Pain), หอบเหนื่อย, ก้อนที่ต้องคลำ

โรคเหล่านี้ต้องใช้การฟัง (Auscultation) และการคลำ (Palpation) ซึ่งเทคโนโลยียังทำแทนไม่ได้

การจ่ายยา

ยาสามัญ, ยาประจำตัวเดิม, ยาปฏิชีวนะ (ตามความจำเป็นและสมเหตุผล)

ยาเสพติดให้โทษ, ยาวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, ยาทำแท้ง, ยาฉีด

กฎหมายยาเสพติดเข้มงวดมาก การสั่งจ่ายโดยไม่ตรวจร่างกายจริงเสี่ยงต่อข้อหา “จำหน่ายยาเสพติด”

เอกสาร

ใบรับรองแพทย์ (หยุดงาน/สุขภาพทั่วไป) พร้อมระบุว่า “ตรวจผ่าน Telemed”

ใบรับรองแพทย์สำหรับลางานระยะยาวผิดปกติ, ใบความเห็นแพทย์ทางนิติเวช

เสี่ยงต่อการออกเอกสารเท็จ

4.2 หน้าที่ในการส่งต่อ (Referral Duty)

ตามจริยธรรมแพทย์ หากระหว่าง Telemed คุณพบว่าสัญญาณชีพผู้รับบริการไม่ดี หรือข้อมูลไม่เพียงพอ คุณมี “หน้าที่” ต้องหยุดการรักษาทางไกล และสั่งการให้ผู้รับบริการไปโรงพยาบาลทันที (Emergency Referral)

  • ระวัง: หากคุณพยายาม “ยื้อ” หรือ “ลองจ่ายยาไปก่อน” แล้วผู้รับบริการเสียชีวิตที่บ้าน คุณจะโดนข้อหา “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” (Gross Negligence) เพราะวิญญูชนแพทย์ย่อมทราบว่าเคสนี้เกินขีดความสามารถของ Telemed

5. ความรับผิดทางละเมิดและ Disclaimer

เกราะป้องกันสุดท้าย เกราะกันภัยให้แพทย์และธุรกิจ

เมื่อความผิดพลาดเกิดขึ้น ปัญหา การฟ้องร้องทางการแพทย์ออนไลน์ สิ่งที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบาคือเอกสารทางกฎหมายที่เราเตรียมไว้

5.1 ความรับผิดทางละเมิด (Tort Liability)

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 แพทย์ต้องรับผิดเมื่อ:

  1. กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
  2. ทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย
  3. มีความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล (Causation)

ในบริบท Telemed ความ “ประมาท” มักเกิดจาก “การมองข้ามข้อจำกัดของเทคโนโลยี” เช่น ภาพไม่ชัดแต่วินิจฉัยไปเลย, สัญญาณกระตุกแต่ไม่ถามซ้ำ

5.2 การเขียน Disclaimer (ข้อความจำกัดความรับผิด) ที่ได้ผลจริง

เจ้าของคลินิกบางคนอาจก๊อปปี้ข้อความจากเน็ตว่า “คลินิกไม่รับผิดชอบความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น”

ระวัง! ข้อความแบบนี้ เป็นโมฆะ ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม มาตรา 9 (สัญญายกเว้นความรับผิดจากการละเมิดของผู้ประกอบธุรกิจฯ ย่อมตกเป็นโมฆะ)

วิธีเขียนที่ถูกต้อง (Smart Disclaimer):

ต้องเขียนเพื่อให้ผู้รับบริการ “รับทราบความเสี่ยง” (Informed Risk) ไม่ใช่เขียนเพื่อ “ปัดความรับผิดชอบ”

ตัวอย่างข้อความ Disclaimer ที่แนะนำ (สำหรับใส่ใน E-Consent):

“ข้าพเจ้า (ผู้รับบริการ) รับทราบและเข้าใจดีว่า การรับบริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี ซึ่งอาจทำให้แพทย์ไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วนเท่ากับการตรวจร่างกายโดยตรง ณ สถานพยาบาล อันอาจส่งผลต่อความแม่นยำในการวินิจฉัยและการรักษาได้

กรณีที่แพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลไม่เพียงพอ หรืออาการของข้าพเจ้ามีความจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายเพิ่มเติม ข้าพเจ้ายินยอมที่จะเดินทางไปรับการตรวจรักษา ณ สถานพยาบาลตามคำแนะนำของแพทย์โดยทันที หากข้าพเจ้าเพิกเฉยต่อคำแนะนำดังกล่าว ข้าพเจ้ายินดีรับผิดชอบผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง”

เหตุผลที่ Work?

เปลี่ยนจากการที่ “แพทย์ไม่รับผิด” เป็น “ผู้รับบริการรับรู้ข้อจำกัดและตกลงจะปฏิบัติตามคำแนะนำ” หากแพทย์แนะนำให้ไป รพ. แล้วผู้รับบริการไม่ไป ความรับผิดจะตกที่ผู้รับบริการทันที (Contributory Negligence)

บทสรุป: กฎหมาย Telemedicine 2569

เจาะลึก กฎหมาย Telemedicine 2569 ระบบ Telemed ที่ถูกกฎหมาย

Telemedicine 2569 ความเป็นมืออาชีพคือกุญแจสำคัญ

การทำ Telemedicine ในปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องการเปิดแอปแชทสื่อสารแบบเดิม แต่คือการประกอบวิชาชีพเวชกรรมเต็มรูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

กฎหมายที่เข้มงวดเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อขัดขวาง แต่มีไว้เพื่อ “คัดกรองตัวจริง” ออกจากผู้เล่นฉาบฉวย หากคลินิกของคุณปฏิบัติตามมาตรฐานได้ครบถ้วน คลินิกไม่เพียงแค่ “รอด” จากคดีความ แต่จะได้รับสิ่งที่ล้ำค่าที่สุดในธุรกิจการแพทย์ นั่นคือ “ความไว้วางใจ (Trust)” จากผู้รับบริการ ในด้านความใส่ใจในทุกรายละเอียดความปลอดภัยของผู้รับบริการจริงๆ

หากคุณรู้สึกว่าการวางระบบและการจัดการ Server, การทำ KYC, หรือการเก็บ Audit Trail มันสิ้นเปลืองเวลาเกินกว่าจะจัดการเอง… นั่นคือเหตุผลที่ Qlinic.online อยู่ตรงนี้ค่ะ เราเตรียมระบบหลังบ้านที่ Compliant กับกฎหมายเหล่านี้ไว้ให้แล้ว เหลือเพียงหน้าที่เดียวของคุณ คือการเป็นแพทย์ที่ดีที่สุดหน้ากล้อง เพื่อรอยยิ้มของผู้รับบริการค่ะ

ทดลองใช้งานโหมดแพทย์

ให้เห็นว่าระบบของ Qlinic.online จะช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายและทำให้ชีวิตการบริหารคลินิกของคุณง่ายขึ้นได้อย่างไร?

เราพร้อมจะเป็นเพื่อนคู่คิด ให้คุณยิ้มได้แม้ในวันที่กฎระเบียบถาโถมเข้ามา

ขั้นตอนการทดลองใช้งาน

1.ลงทะเบียน โหมดแพทย์ กับ Test Clinic ระบุชื่อ นามสกุลจริง+เลขใบประกอบ 2.หน้าศูนย์นำทาง กดปุ่มทดลองใช้ 3.รออนุมัติใน 24ชม. + แจ้งทางอีเมล

Leave a Reply