Telehealth ไทย, Telemedicine ไทย, Health Journey, Telehealth สำหรับคลินิก, Digital Health คลินิก

Telehealth ไทย Health Journey

Telehealth ไทยกำลังเปลี่ยนจาก Video Call เป็น Health Journey: กรณีศึกษา Vitals

ช่วงแรกของ Telemedicine ในประเทศไทย คำถามสำคัญของหลายคลินิกคือ

“เราจะทำอย่างไรให้คนไข้พบแพทย์ผ่านวิดีโอคอลได้?”

แต่คำถามนี้ ปัจจุบันอาจกำลังเล็กเกินไป 

เพราะสิ่งที่เริ่มเห็นชัดขึ้นในตลาด HealthTech ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีระบบ Video Call ที่ดีกว่า แต่เป็นการแข่งขันว่า

ใครสามารถดูแลผู้ใช้บริการ หรือคนไข้ ได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนพบแพทย์ ระหว่างพบแพทย์ ไปจนถึงหลังการรักษา

หรือพูดอีกแบบหนึ่งว่า Telehealth กำลังขยับจากการเป็น “ช่องทางพบแพทย์ออนไลน์” ไปสู่การเป็น Health Journey ของผู้ใช้หนึ่งคน

กรณีของ Vitals Thailand เป็นตัวอย่างที่น่าศึกษาสำหรับผู้ประกอบการคลินิก เพราะสิ่งที่ Vitals กำลังสร้างไม่ได้มีเพียงระบบนัดแพทย์ออนไลน์ แต่พยายามเชื่อมบริการตรวจสุขภาพ ข้อมูลสุขภาพ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ แผนดูแลสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ และการติดตามเข้าหากันเป็นระบบเดียว

สิ่งนี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญว่า โมเดลธุรกิจของคลินิกในยุคต่อไป จะไม่ได้จบอยู่ที่ “ครั้งที่คนไข้มาหาหมอ” อีกต่อไป

Telemedicine แบบเดิม: นัด → Video Call → จบ

ผู้ใช้บริการ นัดปรึกษาแพทย์ → Video Call → จบ

หากย้อนกลับไปดู Telemedicine ในช่วงแรก รูปแบบที่เราพบกันบ่อยคือ

ผู้ใช้บริการ เลือกแพทย์
→ จองเวลา
→ ชำระเงิน
→ Video Call
→ แพทย์ให้คำปรึกษาหรือสั่งยา
→ จบการใช้บริการ

โมเดลนี้แก้ปัญหาสำคัญได้จริง คือช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง เวลาเดินทาง และการรอคอย

แต่ในมุมธุรกิจคลินิก มีจุดอ่อนอยู่ข้อหนึ่ง

ความสัมพันธ์ระหว่าง คลินิกกับผู้ใช้บริการ ยังถูกสร้างขึ้นเป็น “ครั้ง”

ทุกครั้งที่คนไข้มีปัญหาใหม่ เขาต้องกลับมาตัดสินใจใหม่ว่าจะพบใคร ใช้บริการที่ไหน หรือเปิดแพลตฟอร์มใด

ดังนั้น Video Call เพียงอย่างเดียวไม่ได้สร้างความต่อเนื่องของบริการมากนัก

สิ่งที่ตลาดกำลังทดลองทำต่อจากนั้นจึงน่าสนใจกว่า

คือเปลี่ยนจาก Consultation ไปเป็น Journey

กรณี Vitals: Video Call เป็นเพียงหนึ่งจุดในระบบ

หากพิจารณาเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ของ Vitals แบบผิวเผิน เราอาจเห็นว่าเป็นอีกแพลตฟอร์มหนึ่งที่มีบริการ Telehealth

แต่เมื่อดูโครงสร้างบริการทั้งหมด จะพบว่า Video Call เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบ

ปัจจุบัน Vitals แสดงบริการหลักหลายส่วน ตั้งแต่ Wellness Test, การตรวจเลือดแบบ Longevity Test ที่มีบริการเก็บตัวอย่างถึงบ้าน, ผลตรวจในรูปแบบดิจิทัล, Telehealth กับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยเว็บไซต์อธิบายแนวคิดของระบบในลักษณะ Test → Understand → Supplement → Check in

เมื่อเข้าไปดูบริการ Telehealth โดยเฉพาะ กระบวนการยังเริ่มจาก “เป้าหมายของผู้ใช้” เช่น การนอนหลับ การควบคุมน้ำหนัก สุขภาพลำไส้ ความเครียด สุขภาพหัวใจ หรือ Healthy Ageing จากนั้นจึงเลือกผู้เชี่ยวชาญ จองและชำระเงิน พบผ่านวิดีโอ และได้รับแผนดูแลพร้อมรายงานที่เก็บไว้ในโปรไฟล์

จุดนี้สำคัญมาก

เพราะผู้ใช้บริการไม่ได้เข้าระบบด้วยประเด็น

“ต้องการ Video Call กับหมอ”

แต่เข้าใช้งานด้วยประเด็น

“ต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสุขภาพของฉัน”

Technology จึงถอยไปอยู่ข้างหลัง ส่วน Health Goal ของผู้ใช้ขึ้นมาอยู่ข้างหน้าแบบชัดเจน

จาก Health Goal ไปสู่ Health Journey

หากถอดโครงสร้างของ Vitals ออกมาโดยไม่ยึดติดกับรายละเอียดของแบรนด์ จะพบ Journey ลักษณะนี้

Health Goal

↓

ข้อมูลสุขภาพ / การตรวจ

↓

ผลตรวจ

↓

แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ แปลความหมาย

↓

แผนดูแล

↓

ผลิตภัณฑ์ / บริการ / Prescription ที่เกี่ยวข้อง

↓

ติดตามผล

↓

ตรวจซ้ำ / ปรับแผน / ใช้บริการต่อ

นี่คือความแตกต่างระหว่างการขาย Telemedicine กับการสร้าง Health Journey

ในระบบแรก คลินิกสร้างรายได้ออนไลน์เมื่อเกิด Video Call

แต่ในระบบหลัง Video Call เป็นเพียงหนึ่งกิจกรรมในความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ใช้บริการ

ระบบ Telemedicine ทำให้ ข้อมูลยังคงอยู่

สิ่งที่น่าสนใจกว่า Video Call คือ “ข้อมูลไม่หายไปหลังวางสาย”

จุดหนึ่งที่เจ้าของคลินิกควรสังเกตคือ Vitals ไม่ได้ออกแบบให้ข้อมูลจากการพบผู้เชี่ยวชาญหายไปพร้อมกับการจบวิดีโอ

จากหน้าระบบที่เปิดเผยสาธารณะ ผู้ใช้มีพื้นที่สำหรับ Test History, Personalised Protocol, Orders, Telehealth Appointments, Consultation Notes และ Prescriptions ขณะที่ฝั่งผู้เชี่ยวชาญมีระบบจัดการ Appointments, Patients และ Schedule

นี่คือความแตกต่างเชิงโครงสร้าง

Video Call เป็น Communication Tool

แต่

Patient Profile เป็น Relationship Infrastructure

ในทางปฏิบัติ เรามักพบเห็นคลินิกใช้ LINE, Zoom หรือช่องทางสื่อสารออนไลน์อื่นในการพูดคุยหรือติดตามผู้ใช้บริการ (แต่การใช้ช่องทางเหล่านี้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้หมายความว่าเป็นระบบ Telemedicine ที่สอดคล้องกับมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขโดยอัตโนมัติ) และเมื่อการสื่อสารครั้งนั้นสิ้นสุดลง ข้อมูลหรือกระบวนการดูแลก็อาจไม่ได้ถูกเชื่อมต่อเป็น Journey ต่อเนื่อง

แต่ถ้าทุกครั้งที่คนไข้ตรวจสุขภาพ พบแพทย์ ได้รับแผน ใช้ยา รับบริการ หรือติดตามอาการ ข้อมูลเหล่านั้นกลับมาอยู่ในระบบเดิม

ระบบจะเริ่ม “รู้จักคนไข้” มากขึ้นเรื่อย ๆ

และเมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ Video Call 

แต่คือ Continuity of Care

เคส/คนไข้/ผู้รับบริการ สำหรับคลินิก

คลินิกอาจเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “คนไข้ 1เคส”

คลินิกแบบดั้งเดิมมักวัดธุรกิจผ่านจำนวน Visit เช่น

วันนี้มีคนไข้กี่คน
เดือนนี้มีกี่เคส
ค่าใช้จ่ายต่อ Visit เท่าไร
แพทย์ตรวจได้กี่คนต่อชั่วโมง

แต่ Health Journey ทำให้เราสามารถมองคนไข้ในอีกแบบ

คนไข้หนึ่งคนอาจมี Journey เช่น

ตรวจที่คลินิก

→ กลับบ้าน

→ รับผลตรวจออนไลน์

→ นัดแพทย์คุยผลออนไลน์

→ ได้แผนการรักษา

→ รับยา

→ เจ้าหน้าที่ติดตาม

→ ส่งข้อมูลอาการกลับมา

→ นัดติดตาม

→ ตรวจซ้ำอีก 3 เดือน

คนไข้คนเดิมไม่ได้สร้างเพียง “หนึ่ง Visit”

แต่มีหลาย Touchpoint ที่คลินิกสามารถดูแลได้ โดยบาง Touchpoint ไม่จำเป็นต้องใช้ห้องตรวจด้วยซ้ำ

Telehealth จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่มีความหมายต่อคลินิกมากกว่าแค่การเพิ่มช่องทาง Video Call

คลินิกสร้างรายได้หลายชั้น

รายได้เปลี่ยนจาก Transaction เดียว เป็น Service Layer หลายชั้น

Vitals เป็นกรณีศึกษา ที่ช่วยให้คลินิกเห็นภาพนี้ได้ค่อนข้างชัด

บนเว็บไซต์ปัจจุบันมีตั้งแต่ Wellness Test ระดับเริ่มต้น การตรวจเลือดที่บ้าน บริการ Telehealth ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพต่าง ๆ

ไม่ได้หมายความว่าทุกคลินิกควรทำเหมือนกัน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ รายได้ไม่จำเป็นต้องเกิดจาก Consult Fee เพียงจุดเดียว

สำหรับคลินิกหนึ่งแห่ง Health Journey อาจประกอบด้วย

ค่าตรวจแพทย์

  • ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ
  • ค่าหัตถการ
  • ค่ายา
  • โปรแกรมดูแลต่อเนื่อง
  • Follow-up
  • Home Service
  • Teleconsultation
  • บริการจากวิชาชีพอื่นในเครือข่าย

รายได้เหล่านี้อาจเกิดขึ้น ต่างวัน ต่างสถานที่ และบางครั้งเกิดจากผู้ให้บริการคนละราย

แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นธุรกิจเดียวกันคือ ระบบที่เชื่อม Journey เข้าด้วยกัน

คลินิก คือผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์

คลินิกไม่จำเป็นต้องกลายเป็น Tech Company

เมื่อพูดถึง Health Journey หลายคลินิกอาจรู้สึกว่าต้องสร้าง Super App ขนาดใหญ่

ซึ่งไม่จำเป็น

สิ่งสำคัญไม่ใช่จำนวน Feature แต่คือ การถามว่า

หลังจากคนไข้เดินออกจากคลินิกแล้ว เราดูแลเขาต่ออย่างไร?

ตัวอย่างง่ายที่สุด เช่น คลินิกเวชกรรมที่ดูแลโรคเรื้อรัง

แทนที่จะมีเพียง

พบแพทย์ → รับยา → นัดอีก 3 เดือน

อาจพัฒนาเป็น

พบแพทย์
→ รับแผนดูแล
→ บันทึกค่าที่ต้องติดตาม
→ ระบบเตือน
→ ส่งข้อมูลก่อนวันนัด
→ Tele-follow-up เมื่อเหมาะสม
→ ปรับแผน
→ นัดพบแพทย์ที่คลินิกเมื่อจำเป็น

หรือคลินิกผิวหนังอาจมี Journey

ประเมินครั้งแรกที่คลินิก
→ ทำ Treatment
→ ระบบบันทึกภาพและผล
→ ติดตามอาการ
→ นัดประเมินออนไลน์
→ นัด Treatment รอบถัดไป

คลินิกยังคงเป็นคลินิกผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ เหมือนเดิม

เพียงแต่ ขอบเขตบริการไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ประตูคลินิก

Telehealth ช่วยเพิ่มคุณค่าให้ คลินิก

Physical Clinic ไม่ได้ถูก Telehealth แทนที่ แต่กลับมีค่ามากขึ้น

มีช่วงหนึ่ง ที่บางคลินิกอาจกังวลว่า Telemedicine จะทำให้คนไข้ไม่จำเป็นต้องมาคลินิก

แต่เมื่อ Telehealth พัฒนาเป็น Health Journey ภาพนั้นจะกลับกัน

Online และ Offline สามารถแบ่งงานกันทำ

สิ่งที่ต้องเกิดในโลก Physical

  • สิ่งที่ต้องตรวจร่างกาย
  • ทำหัตถการ
  • เจาะเลือด
  • ใช้เครื่องมือ
  • ตรวจเพิ่มเติม

ส่วนงานบางอย่าง ที่สามารถทำแบบออนไลน์ได้ เช่น

  • การเก็บข้อมูลก่อนพบแพทย์
  • การดูผล
  • Follow-up
  • การให้คำแนะนำ
  • การติดตามการใช้ยา
  • การประสานบริการ

สามารถเกิดใน Digital Layer ได้ตามความเหมาะสมและภายใต้ข้อกำหนดของการให้บริการแต่ละประเภท

คลินิกจึงไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง Online หรือ Offline แต่สามารถสร้าง

Online + Offline Journey

ขึ้นมารอบคนไข้คนเดียวกัน

สัญญาณธุรกิจ

สัญญาณนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคเอกชน

การขยับจาก Telemedicine ไปสู่ Telehealth แบบบูรณาการไม่ได้มีให้เห็นเฉพาะในโมเดลธุรกิจเอกชน

หน่วยงานด้านสาธารณสุขของไทยเอง ก็มีทิศทางพัฒนาจากระบบโทรเวชกรรมไปสู่ ระบบบริการสุขภาพทางไกลแบบบูรณาการ (Telehealth) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึง Telenursing, Telepharmacy, Telerehabilitation และระบบข้อมูลสุขภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง แนวทาง Digital Health ของไทยก็มีการพูดถึงการเชื่อม Telemedicine, Telepharmacy, Laboratory, Digital Medical Certificate, Appointment, Health Records และ Logistics เข้าด้วยกัน

ดังนั้นคำว่า “Telehealth กำลังเปลี่ยนจาก Video Call เป็น Health Journey” แต่ไม่ได้หมายความว่าคลินิกไทยทุกแห่งเปลี่ยนไปแล้ว

เป็นเพียงการมองเห็นทิศทางร่วมกันว่า

บริการสุขภาพดิจิทัลกำลังเชื่อมหลายกิจกรรมเข้าด้วยกันมากขึ้น

Health Journey ไม่ใช่ E-commerce Journey ธรรมดา

มีเส้นหนึ่งที่คลินิกต้องระวัง: Health Journey ไม่ใช่ E-commerce Journey ธรรมดา

ยิ่งระบบเชื่อมข้อมูลหลายส่วนเข้าด้วยกันมากเท่าใด ความรับผิดชอบก็ยิ่งมากขึ้น

Telehealth ไม่ใช่การนำระบบ Video Call หรือระบบ Shopping มาต่อกันแล้วถือว่าเป็นระบบการแพทย์ออนไลน์ได้ทันที

การให้บริการทางการแพทย์ทางไกลยังต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานการประกอบวิชาชีพ มีการยืนยันตัวตน กระบวนการให้ความยินยอม การจัดเก็บข้อมูล และมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลที่เหมาะสม โดยข้อมูลสุขภาพยังถือเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว

ดังนั้นยิ่งคลินิกพัฒนา Journey ได้ยาวขึ้น สิ่งที่ต้องพัฒนาไปพร้อมกันคือ

  • มาตรฐานการรักษา
  • การแบ่งบทบาทของบุคลากร
  • Consent
  • การจัดเก็บข้อมูล
  • Access Control
  • Privacy
  • Cybersecurity
  • และกระบวนการส่งต่อเมื่อการดูแลออนไลน์ไม่เพียงพอ

Technology ต้องช่วยให้มาตรฐานเหล่านี้ดีขึ้น ไม่ใช่ทำให้หายไป

บทเรียนจาก Vitals

บทเรียนจาก Vitals สำหรับเจ้าของคลินิก ไม่ใช่ “ไปเปิด Telehealth”

หากมอง Vitals เพียงว่า

“เขาเปิดให้จองหมอ Video Call ได้ เราก็ควรเปิดบ้าง”

อาจเป็นการหยิบบทเรียนที่เล็กที่สุดกลับมา

สิ่งที่น่าศึกษามากกว่าคือ Vitals พยายามวางหลายองค์ประกอบให้ต่อกัน

Goal → Data → Expert → Plan → Action → Follow-up

และทำให้ผู้ใช้สามารถกลับเข้ามาที่ระบบเดิมได้อีก

คำถามสำหรับคลินิก จึงไม่ใช่

เราควรมี Video Call หรือยัง?

แต่ควรเป็น

ตั้งแต่คนไข้เริ่มมีปัญหา จนถึงวันที่ปัญหานั้นได้รับการดูแลต่อเนื่อง คลินิกของเราอยู่ตรงไหนบ้างใน Journey นี้?

ถ้าคำตอบมีเพียง

“ตอนที่คนไข้นั่งอยู่ในห้องตรวจกับหมอ”

นั่นอาจหมายความว่า ยังมีพื้นที่อีกมากที่คลินิกสามารถเข้าไปสร้างบริการได้

เริ่มจาก Journey เดียว ก่อนสร้างระบบใหญ่

สำหรับคลินิกขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการสร้าง Platform ใหญ่

วิธีที่น่าสนใจ คือเลือก Patient Journey เพียงหนึ่งเรื่อง

เช่น

  • ผู้ป่วยเบาหวาน
  • ผู้หญิงวัยทอง
  • Weight Management
  • Mental Health Follow-up
  • เด็กที่ต้องติดตามพัฒนาการ
  • ผู้สูงอายุ
  • Post-treatment Follow-up
  • หรือโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปี

จากนั้นลองวาด Journey ตั้งแต่ต้นจนจบว่า

  • คนไข้เข้ามาจากไหน
  • ต้องให้ข้อมูลอะไร
  • เมื่อใดต้องพบแพทย์
  • อะไรทำออนไลน์ได้
  • อะไรต้องมาคลินิก
  • ใครเป็นผู้ติดตาม
  • มีข้อมูลอะไรต้องเก็บ
  • ต้องส่งต่อใคร
  • และเหตุการณ์ใด ที่ทำให้ Journey รอบต่อไปเริ่มขึ้น

เมื่อเห็น Journey แล้ว ภาพความชัดเจนของ Technology จะเข้ามาโดยอัตโนมัติ

  • บางคลินิกอาจต้องการเพียง Appointment + Patient Record + Follow-up
  • บางแห่งอาจต้องเพิ่ม Payment
  • บางแห่งต้องเชื่อม Lab
  • บางแห่งต้องมี Pharmacy
  • บางแห่งอาจต้องมี Nurse หรือ Care Coordinator เข้ามาดูแลช่วงระหว่าง Visit

เป็นแนวทางที่แตกต่างจากการเริ่มต้นด้วยคำว่า

“เราจะสร้าง App อะไรดี?”

โปรแกรมบริหารจัดการคลินิก ที่ควรมี

จาก Clinic Management สู่ Patient Relationship Infrastructure

ที่ผ่านมา Software คลินิกจำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยบริหารจัดการ “ภายในคลินิก”

  • คิว
  • เวชระเบียน
  • สต๊อก
  • ยา
  • บัญชี
  • ใบเสร็จ
  • ตารางแพทย์

ระบบเหล่านี้ยังสำคัญทั้งหมด

แต่ Digital Health รุ่นถัดไป จะมีคำถามใหม่เช่น

ระบบช่วยให้คลินิกดูแลคนไข้ระหว่างสอง Visit ได้หรือไม่?

เนื่องจากพื้นที่ระหว่าง

Visit ครั้งที่ 1 กับ Visit ครั้งที่ 2

อาจเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่ามากที่สุดของ Health Journey

  • เป็นช่วงที่คนไข้กำลังกินยา
  • ปรับพฤติกรรม
  • สังเกตอาการ
  • รอผล
  • ตัดสินใจว่าจะรักษาต่อหรือไม่
  • และบางครั้งกำลังจะหลุดออกจากระบบของคลินิกไปเลย

หากคลินิกสามารถเข้าไปดูแลช่วงนี้ได้อย่างเหมาะสม

Telehealth จะไม่เป็นเพียงบริการออนไลน์อีกหนึ่งรายการ

แต่จะกลายเป็น โครงสร้างที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างคลินิกกับคนไข้

เจ้าของคลินิก ควรติดตาม

สิ่งที่เจ้าของคลินิกควรจับตาต่อจากนี้

กรณี Vitals ยังเป็นเพียงหนึ่งตัวอย่าง และรูปแบบบริการบางส่วนของ Vitals เป็นบริการด้าน Wellness ซึ่งไม่ควรถูกนำไปเทียบตรง ๆ กับการรักษาทางการแพทย์ทุกประเภท

ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการตรวจ คุณสมบัติของบริการ หรือประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เป็นข้อมูลที่ผู้ให้บริการ (Vitals) เผยแพร่เกี่ยวกับบริการของตนเอง ไม่ใช่การรับรองประสิทธิผลทางการแพทย์จาก Qlinic

แต่ในมุมธุรกิจ สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่ประเด็นที่ Vitals จะประสบความสำเร็จเพียงใด

สิ่งที่น่าสนใจ คือ รูปแบบการแข่งขันที่กำลังถูกสร้างขึ้น

เมื่อผู้ใช้เริ่มคุ้นเคยกับประสบการณ์แบบ

  • ตรวจจากบ้าน
  • เห็นข้อมูลใน Account
  • นัดผู้เชี่ยวชาญได้เอง
  • จ่ายเงินออนไลน์
  • ได้รับแผน
  • มีประวัติย้อนหลัง
  • มีระบบติดตามต่อ

ความคาดหวังนี้จะค่อย ๆ ถูกนำไปใช้กับบริการสุขภาพประเภทอื่นด้วย

เมื่อถึงวันนั้นคู่แข่งของคลินิกแบบออฟไลน์ จะไม่ใช่ “คลินิกออนไลน์”

แต่คือผู้ให้บริการที่สามารถทำให้คนไข้รู้สึกว่า

สุขภาพของฉันมีคนดูแลต่อเนื่อง ในระบบเดียว

บทสรุป

Telehealth รุ่นแรกช่วยให้คนไข้ พบแพทย์โดยไม่ต้องเดินทาง

Telehealth รุ่นต่อไป จะทำได้มากกว่านั้น

คือช่วยให้ คนไข้ไม่หลุดออกจาก Journey การดูแลสุขภาพของตัวเอง

กรณี Vitals ที่น่าสนใจไม่ใช่เพราะมี Video Call แต่เพราะกำลังทดลองเชื่อม Testing, Health Data, Expert Consultation, Personalised Plan, Products และ Follow-up ให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน

สำหรับแพทย์เจ้าของคลินิก นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการเริ่มถามคำถามใหม่

ไม่ใช่คำถามเดิม ที่ว่า “คลินิกของเราควรเปิด Telemedicine หรือไม่?”

แต่เป็น

“เราจะออกแบบ Health Journey อย่างไร ให้คนไข้ได้รับการดูแลต่อเนื่องทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการพบแพทย์?”

เพราะในที่สุดแล้ว Technology อาจไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ Telehealth มีคุณค่า

สิ่งที่มีค่าคือ

การทำให้การดูแลสุขภาพที่เคยกระจัดกระจาย กลายเป็น Journey เดียวที่ต่อเนื่องสำหรับคนไข้หนึ่งคน

สำหรับคลินิกที่เริ่มสร้างโครงสร้างนี้ได้ก่อน จะไม่ได้เป็นเพียง การเพิ่มช่องทางบริการใหม่

แต่อาจจะเป็นโครงสร้างธุรกิจของคลินิกในยุคถัดไป

Leave a Reply